การตรวจร่างกายของอาการหายใจเสียงดัง

0 0
Read Time:9 Minute, 35 Second

เมื่ออากาศมีการเคลื่อนตัวหรือไหลแบบปั่นป่วน ( Tubulent Flow ) ผ่านบริเวณทางเดินหายใจส่วนที่แคบ ทำให้ผนังทางเดินหายใจเกิดการสั้นขึ้น จึงทำให้ อาการหายใจมีเสียงดังผิดปกติ ( Abnormal Sound During Breathing ) ขณะหายใจ ซึ่งลักษณะของเสียงที่เกิดขึ้นจะอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรงที่ทำให้ทางเดินหายใจเกิดการปิดกั้น ลักษณะที่ทำให้เกิดการปิดกั้น คือ ผนังทางเดินหายใจบวมกล้ามเนื้อบริเวณลำคอและช่องปากหย่อนตัว กล้ามเนื้อหลอดลมหดเกร็ง สิ่งแปลกปลอม เสมหะหรือเนื้องอกอุดกันในทางเดินหายใจ ทางเดินหายใจถูกกดโดยเนื้องอกหรือต่อมน้ำเหลืองภายนอก เป็นต้น

เครดิตฟรี

การหายใจจะมีลักษณะของเสียงที่ต่างกัน
1.เสียงนอนกรน ( snoring ) คือ มีการเกิดอาการหายใจมีเสียงดังผิดปกติจากการหายใจเข้าและหายใจออกในขณะนอนหลับ เป็นเสียงที่มีความถี่ต่ำและค่อนข้างหยาบ เกิดเนื่องจากกล้ามเนื้อบริเวณลำคอและช่องปากเกิดการหย่อนยาน ส่งผลให้เนื้อเยื่ออ่อนของทางเดินหายใจส่วนบนมีการสั่นสะเทือน ตั้งแต่ คอหอยหลังโพรงจมูก ( nasopharynx ), คอหอยส่วนปาก ( Oropharynx ) และคอหอยส่วนกล่องเสียง ( laryngopharynx ) หรือคอหอยหลังกล่องเสียง ( hypopharynx )

2.เสียงวี้ด ( wheezing ) คือ เสียงที่เกิดแทรกขึ้นมาจากเสียงหายใจปกติ ลักษณะของเสียงเป็นเสียงแหลมต่อเนื่อง คล้ายกับเสียงดนตรีที่เกิดจากเสียงของลมเคลื่อนที่ผ่านท่อหลอดลมที่แคบมากหรือเสียงของลมที่มีความเร็วสูงเคลื่อนที่ผ่านท่อตีบแคบกว่าปกติ สำหรับในระบบหายใจเกิดเนื่องจากเกิดผนังทางเดินหายใจที่ตีบแคบอย่างรุนแรงจนเกือบปิด เมื่อลมหายใจเคลื่อนที่ผ่านจึงเกิดการสั่นหรือแกว่งไปมา ( oscillation ) จึงทำให้เกิดเสียงวี้ดแทรกขึ้นมาในขณะที่หายใจ การตีบสามารถเกิดขึ้นกับทุกตำแหน่งตั้งแต่ทางเดินหายใจส่วนบนขนาดใหญ่นอกช่วงอกจนถึงทางเดินหายใจขนาดเล็กในทรวงอก อาจพบได้ทั้งระยะหายใจขึ้นและหายใจออกเช่นกัน เสียงวี้ดเป็นเสียงความถี่สูงคงที่หรือหลายระดับ

3.เสียงฮี้ด ( stridor ) คือ เสียงก้องคล้ายเสียงสุนัขเห่าหรือเสียงแหบขณะหายใจ เป็น monophonic wheezing ที่เกิดในหลอดลมใหญ่ ลักษณะของเสียงที่ออกมาจะมีลักษณะเหมือนกันทุกๆที่และมีความถี่สูง เกิดจากอากาศไหลผ่านทางเดินหายใจที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 5 มิลลิเมตร ที่ถือว่าเกิดการปิดกั้นทางเดินหายใจส่วนกลางในขั้นวิกฤติ โดยเฉพาะบริเวณ กล่องเสียง ( larynx ) และ หลอดลมใหญ่ ( Trachea ) จะมีเสียงดังที่สุดที่บริเวณลำคอด้านหน้าและพบในหายใจเข้าได้มากกว่าการหายใจออก

การตรวจร่างกาย

1.ตรวจสัญญาณชีพ ( vital signs ) คือ ชีพจรที่แสดงถึงอัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ อุณหภูมิภายในร่างกายและความดันโลหิต

  1. ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจน ( Oxygen saturation ) จากการวัดค่าออกซิเจนในพัลส์ ( pulse oximetry หรือSpO2 ) ที่สมารถบ่งบอกระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนหรือระดับออกซิเจนในเลือด และแปลผลตรวจออกมาซึ่งจะสามารถระบุได้ว่าระบบการหายใจว่ามีเสียงหายใจผิดปกติหรือไม่

สล็อต

3.ลักษณะของเสียงหายใจผิดปกติ ( Adventitious Sounds ) ถ้ามีลักษณะเป็น wheezing หรือ stridor จะเกิดทางเดินหายใจถูกปิดกั้น ถ้าเป็นเสียงแบบ snoring สามารถตรวจพบขณะที่ผู้ป่วยนอนหลับ เกิดทั้งระยะหายใจเข้าหรือหายใจ ที่ตำแหน่งใด สามารถเกิดขึ้นแบบเฉพาะที่หรือกระจายทั่วไป การตรวจสอบถึงตำแหน่งรวมกับการซักประวัติของผู้ป่วย จะช่วยวินิจฉัยตำแหน่งที่ทางเดินหายใจเกิดการอุกตันได้ ซึ่งลักษณะเสียงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

3.1 monophasic คือ เสียงที่มีระดับความถี่เดียว แสดงว่าการทางเดินหายใจเกิดการอุดกั้นที่ตำแหน่งใดตำแหน่งเดียว หรือการอุดกั้นหลอดลมขนาดใหญ่ที่ระบบทางเดินหายใจส่วนกลาง

3.2 polyphasic คือ เสียงที่มีระดับความถี่หลายความถี่ร่วมกัน ทั้งความถี่สูงและความถี่ต่ำ แสดงว่ามีการอุดกั้นที่บริเวณหลอดลมขนาดเล็กบริเวณระบบทางเดินหายใจส่วนปลายหลายแห่ง

4.ตรวจร่างกายระบบอื่นๆ

นอกจากการสังเกตลักษณะของเสียง การซักประวัติและอาการรวมอื่น ๆ แล้ว เพื่อช่วยในการวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริงจึงจำเป็นต้องทำการตรวจอย่างอื่นร่วมด้วย คือ

4.1 การตรวจพบ jugular venous pressure ที่เป็นการดูความดัน ( Pressure ) โดยตรงของหลอดเลือดดำมีค่าสูงขึ้นร่วมกับ S3 gallop จะช่วยยืนยันว่าผู้ป่วยมีภาวะหายใจมีเสียงผิดปกติเนื่องจากภาวะหัวใจวาย ( congestive heart failure )

4.2 การตรวจพบภาวะอ้วนอาจเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น ( Obstructive Sleep Apnea: OSA )

4.3 การตรวจพบอาการคอพอก ( goiter ) หรือ ต่อมทอนซิลโต ( Tonsillar Hypertrophy ) ซึ่งอาจเข้าไปอุดกั้นทางเดินหายใจ

4.4 การตรวจพบว่าผู้ป่วยมีอาการปากและลิ้นบวม มีผื่นลมพิษขึ้นตามตัว อาจเกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้เฉียบพลันรุนแรง ( Anaphylaxis )

4.5 การตรวจพบอาการนิ้วปุ้ม ( clubbing of fingers ) ผู้ป่วยอาจเป็นโรคหลอดลมพอง ( Bronchiectasis ) หรือโรคมะเร็งคลองหลอดลม

3.การตรวจสืบค้นเพื่อการวินิจฉัย

สล็อตออนไลน์

หลังจากที่ได้รับข้อมูลเบื้องต้นเพื่อนำมาวินิจฉัยหาตำแหน่งที่เกิดจากการอุดกั้นในระบบทางเดินหายใจ ให้ทำการวินิจฉัยแยกโรคของสาเหตุโดยเน้นจากการซักประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลัก แล้วจึงทำการตรวจเพิ่มเติมด้วยการตรวจpulmonary function test โดยเฉพาะการตรวจ spirometry with bronchodilator test และ flow-volume loop และถ้าผลการตรวจพบว่าอัตราการไหล ( flow ) มีค่าลดลงร่วมกับการหา ( scooped-out ) ของ flow-volume loop แสดงว่ามีการอุดกั้นทางเดินหายใจ แต่ถ้าอัตราการไหล ( flow ) มีค่าไม่เพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ แสดงว่าผู้ป่วยไม่มีการตอบสนองต่อยาขยายหลอดลมที่ได้รับเข้าไป

สำหรับการตรวจ diffustng capacity of the lung for carbon monoxide ( DLCO ) แล้วพบว่ามีค่าต่ำกว่าปกติในผู้ป่วยที่เกิดการอุดกั้นของระบบทางเดินหายใจ แสดงว่าผู้ป่วยอาจมี emphysema ร่วมด้วย bronchoprovocation test แล้วพบว่าหลอดลมมีการหดตัวมากกว่าปกติ หลังจากที่ได้รับสารกระตุ้นการหดตัวของหลอดลม แสดงว่าผู้ป่วยมีภาวะหลอดลมที่ไวกว่าตัว chest radiograph ซึ่งผู้ป่วยอาจมีกะบังลมแบนราบและหัวใจมีขนาดเล็ก ( Hypertnflation ) ดังนั้นเมื่อมีการอุดกั้นทางเดินหายใจจะเกิดอย่างรุนแรง contrast-enhanced computed tomography ( CT ) of chest หรือ high resolution CT ( HRCT ) of chest ซึ่งอาจพบ signet ring sign หรือ tram-track sign ใน bronchiectasis ได้หรือสามารถพบ mosaic pattern ขณะที่ทำการหายใจออกใน small airway disease นอกจากนั้นอาจมีความผิดปกติเกิดขึ้นในทรวงอกได้อีก เช่น ต่อมน้ำเหลืองโตจากการติดเชื้อวัณโรคหรือเชื้อรา หรือโรคมะเร็งหลอดลม dynamic CT of chest และถ้าทางเดินหายใจในช่วงหายใจออกมีขนาดเล็กลงมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของช่วงหายใจเข้า แสดงว่าผู้ป่วยมีผิดปกติของกระดูกอ่อนหลอดลม ( tracheobronchomalacia ) ซึ่งสามารถใช้การการใช้กล้องส่องตรวจ lar
yngoscopy เพื่อหาตำแหน่งที่มีการอุดกั้นของระบบทางเดินหายใจได้ ตั้งแต่คอหอยส่วนปาก ( Oropharynx ) ถึงสายเสียง ( Vocal cord ) หรือการส่องกล้องหลอดลม ( bronchoscopy ) ร่วมกับการทำการผ่าตัดเพื่อการวินิจฉัย ( Biopsy ) ที่นอกจากจะช่วยหาสาเหตุของ อาการหายใจมีเสียงดังผิดปกติ ( Abnormal Sound During Breathing ) แล้วยังช่วยเกี่ยวข้องกับการอุดกั้นทางเดินหายใจ เช่น หากตรวจ complete blood count ( CBC ) พบเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด eosinophilia และการตรวจอุจจาระ ( Stool examination ) แล้วมีการตรวจพบตัวอ่อนพยาธิ ( larva ) แสดงว่าอาการป่วยเกิดจากโรคที่เกิดจากการติดเชื้อพยาธิ strongyloidiasis หรือเมื่อทำการตรวจแบบ thyroid function tests ( TFT ) สามารถประเมินได้ว่าต่อมไทรอยด์ของผู้ป่วยมีการทำงานมากกว่าปกติหรือไม่ เป็นต้น ซึ่งการพิจารณาและเลือกวิธีการตรวจเพื่อสืบค้นต้องให้สอดคล้องกับภาวะของผู้ป่วยแต่ละรายด้วย เพื่อช่วยให้ระบุตำแหน่งที่เกิดการอุดกั้นของระบบทางเดินหายใจได้อย่างถูกต้อง

4.การประเมินและดูแลรักษา

jumboslot

การที่จะทำการรักษาและระบุวิธีการดูแลผู้ป่วยได้ แพทย์จะต้องสืบค้นให้ได้ว่าผู้ป่วยเกิดอาการ

หลักการสำคัญในการประเมินและดูแลรักษาผู้ป่วย คือ ต้องสามารถค้นหาผู้ป่วยที่อาจเกิดภาวะอาการหายใจไม่ออก ( Asphyxia ) จากการอุดกั้นที่กล่องเสียง ( larynx ) หรือหลอดลมใหญ่ ( Trachea ) เนื่องจากการเกิดภาวะดังกล่าว ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาเบื้องต้นอย่างเร่งด่วน เช่น การใส่ท่อช่วยหายใจ การผ่าเปิดหลอดลมคอ ( cricothyroidotomy ) หรือการเจาะคอ ( tracheostomy ) เป็นต้น ในกรณีที่ผู้ป่วยที่ไม่อยู่ในภาวะเร่งด่วนสามารถทำการตรวจเพื่อสืบค้นตามขั้นตอนปกติได้ เมื่อทราบว่าถึงตำแหน่งที่เกิดการอุดกั้นของระบบทางเดินหายใจที่แน่นอนแล้ว จึงสามารถทำการรักษาได้อย่างถูกต้องตามสาเหตุต่อไป

ผู้ป่วยที่มี อาการหายใจมีเสียงดังผิดปกติผู้ทำการวินิจฉัยต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญในการซักประวัติของผู้ป่วย รวมทั้งความรู้ทางพยาธิสรีรวิทยาที่สำคัญอย่างครบถ้วนและละเอียด เพื่อช่วยในประเมินตำแหน่งที่เกิดการอุดกั้นและสาเหตุที่ทำให้เกิดการอุดกั้นที่ระบบทางเดินหายใจ เพื่อช่วยในการเลือกวิธีการสืบค้นเพิ่มเติมได้อย่างเหมาะสม และนำมาซึ่งการเลือกแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องและทันเวลา ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะรอดชีวิตสูงขึ้นด้วย

โรคหืด โรคปอดอักเสบหรือปอดติดเชื้อเป็นโรคที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินหายใจเช่นเดียวกันแต่ไม่เหมือนกัน กล่าวคือ โรคปอดอักเสบหรือปอดติดเชื้อจะเกิดจากการได้รับเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือเชื้อรา โดยมักรับเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบทางเดินหายใจ เด็กๆ หรือเราทุกคนจึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้ออยู่เสมอ การรักษาร่างกายให้แข็งแรง มีภูมิต้านทานสูง จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเหล่านี้ได้ แต่หากติดเชื้อแล้ว ระดับความรุนแรงของโรคจะหนักหรือเบาก็ขึ้นอยู่กับสุขภาพและความแข็งแรงของผู้ป่วยด้วยส่วนหนึ่ง ส่วนโรคหืดนั้น เป็นโรคที่เรียกได้ว่าเกิดจากแก้แพ้สารก่อภูมิแพ้ ดังนี้

โรคหืดคืออะไร
โรคหืด คือโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายมีปฏิกิริยาเมื่อเจอกับสารก่อภูมิแพ้ ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังที่เยื่อบุทางเดินหายใจ หลอดลมเกิดความผิดปกติ เช่น กล้ามเนื้อรอบหลอดลมเกิดการหดเกร็งตัว เยื่อบุผิวของหลอดลมบวมน้ำ และเยื่อบุผิวของหลอดลมมีการสร้างเสมหะมากขึ้น

[NPC5]
สาเหตุของโรคหืด
ปัจจัยหรือสาเหตุหลักที่ทำให้เป็นโรคหืด มีอยู่ 3 อย่าง คือ

ปัจจัยทางด้านพันธุกรรม ซึ่งนับเป็นปัจจัยหลัก โดยเด็กที่มีพ่อแม่เป็นโรคหืดหรือภูมิแพ้มีโอกาสที่จะเป็นมากกว่าเด็กที่พ่อแม่ไม่เป็น

สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในบ้านหรือสิ่งแวดล้อมที่มี ไรฝุ่น แมลงสาบ เชื้อรา เกสร สารเคมี หรือสัตว์เลี้ยง

รวดเร็ว สุขภาพที่ไม่สมบูรณ์เนื่องจากขาดการออกกำลังกาย รวมไปถึงภาวะทางจิตใจ เช่น ความเครียด เป็นต้น
อาการเริ่มต้นของโรคหืดสังเกตได้ไม่ยาก
เด็กหรือผู้เป็นโรคหืด มักไอในตอนกลางคืน หากไปออกกำลังกายหรือโดนอากาศเย็นๆ ตอนหายใจออกจะมีเสียงวี้ดๆ และจะหายใจเร็วกว่าปกติ หรือหายใจแล้วหน้าอกบุ๋มในตำแหน่งของช่องซี่โครง หรือด้านหลังของลำคอด้วย

ขั้นตอนการรักษาโรคหืด
การรักษาโรคหืด มี 3 แนวทางหลัก คือ

ควบคุมสารก่อภูมิแพ้ โดยการลดการเกิดของสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน ทำได้ด้วยการดูแลเครื่องนอน พรม เสื้อผ้าเฟอร์นิเจอร์ ครัว และของใช้ภายในบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมของไรฝุ่น ฝุ่น และไม่มีแมลงสาบ หากมีสัตว์เลี้ยงควรจัดสถานที่ให้อยู่ไม่ปะปนกับคน

รักษาด้วยยาและวิธีอื่นร่วมด้วย กรณีที่จำเป็นต้องใช้ยาในการรักษา แพทย์อาจให้กินยาหรือใช้ยาพ่น และใช้ยาควบคุมอาการในกลุ่มสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบของหลอดลม ส่วนการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือจะช่วยล้างสารและลดการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ที่ติดอยู่กับขนจมูกหรือเยื่อบุจมูก

การฉีดวัคซีน มักทำในกรณีที่รักษาด้วยวิธีต่างๆ แล้วแต่ก็ยังไม่สามารถควบคุมอาการได้เป็นที่น่าพอใจ หรือผู้ที่มีผลข้างเคียงจากการใช้ยา และผู้ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ได้ และผู้ป่วยที่ไม่อยากใช้ยา โดยวัคซีนภูมิแพ้ทำมาจากสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ เมื่อทราบว่าผู้ป่วยแพ้สารอะไรก็จะใช้สารวัคซีนชนิดนั้นฉีดให้กับผู้ป่วย โดยเริ่มในปริมาณน้อยๆ จากความเข้มข้นต่ำไปจนถึงความเข้มข้นสูง การรักษาด้วยวิธีนี้จะใช้เวลาหลายปี ขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละคน
อย่างไรก็ตาม การเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุและวินิจฉัยว่า เสียงวี้ดๆ จากการหายใจ ใช้เกิดจากโรคหืดหรือไม่ก็มีความจำเป็น เพราะหากเป็นอาการของโรคภูมิแพ้หรือเป็นอาการของโรคอื่นๆ จะได้รักษาให้ถูกต้องเหมาะสมต่อไป

About Post Author

macandnellisws

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
Previous post อาการหายใจมีเสียงดังผิดปกติ
Next post การรักษาอาการเวียนศีรษะ