การรักษาอาการเวียนศีรษะ

0 0
Read Time:8 Minute, 17 Second

อาการเวียนศีรษะ ( vertigo ) หรือบ้านหมุน คือ อาการเวียนศีรษะที่ผู้ป่วยรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวหรือสิ่งของที่อยู่รอบตัวมีการหมุนไปมา หรือบางครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองหมุนไปรอบ ๆ ทั้งที่ผู้ป่วยยืนอยู่กับที่นิ่ง ๆ ซึ่งสาเหตุของอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนเกิดจากโรคที่มีความสัมพันธ์กับส่วนของหูชั้นใน หรือความผิดปกติที่บริเวณก้านสมองและ/หรือสมองน้อยได้ ดังนั้นเมื่อมีผู้ป่วยเข้ามารับการรักษาต้องทำการส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาแนวทางในการรักษา ซึ่งการรักษาที่จะแตกต่างจากการรักษาอาการเวียนศีรษะทั่วไป แนวทางการ approach ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน

เครดิตฟรี

แนวทางการวินิจฉัยโรค
ผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษา แพทย์ต้องทำการจำแนกก่อนว่าผู้ป่วยเข้ามาด้วย อาการเวียนศีรษะหรือมึนศีรษะ ( dizziness ) ซึ่งสามารถทำการแยกได้ด้วยการสังเกตหรือสอบถามว่าผู้ป่วยรู้สึกว่าตัวเองหรือสิ่งรอบตัวหมุนหรือโคลงเคลงร่วมด้วยหรือไม่ และทำการซักประวัติดังนี้

  1. อาการเวียนศีรษะที่เกิดขึ้นตลอดเวลาหรือเป็น ๆ หาย ๆ
  2. ลักษณะอาการที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงตั้งแต่แรก หรือเกิดขึ้นทีละน้อยแล้วค่อยทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย
  3. ปัจจัยที่กระตุ้นหรือส่งผลให้เกิดอาการเวียนศีรษะ
  4. หากผู้ป่วยเคยเป็นมาก่อนแล้ว ต้องทำอย่างไรอาการถึงบรรเทา
  5. มีอาการข้างเคียงหรือความผิดปกติทางระบบประสาทเกิดขึ้นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น เห็นภาพซ้อน พูดไม่ชัด กลืนลำบาง เดินเซ แขนขาอ่อนแรง
  6. การได้ยินปกติหรือไม่
    เมื่อทำการซักประวัติเบื้องต้นแล้ว ให้ทำการตรวจร่างกายของผู้ป่วยเพื่อช่วยในการประเมินและวินิจฉัย ดังนี้
  7. ตรวจเช็คความดันโลหิตว่าต่ำหรือไม่เมื่อลุกขึ้นยืน ( Orthostatic hypotension )
  8. การเต้นของหัวใจมีความผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  9. การมองเห็นเป็นปกติหรือมีความผิดปกติ
  10. ความผิดปกติกระดูกและกล้ามเนื้อ ( musculoskeletal abnormalities ) เช่น ข้ออักเสบ ที่มีผลต่อการเดินหรือการทรงตัวของผู้ป่วยมีลักษณะที่ผิดปกติหรือไม่

นอกจากการตรวจร่างกายแบบทั่วไปแล้ว ผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาด้วย อาการเวียนศีรษะจำเป็นจะต้องตรวจเป็นอย่างมาก ซึ่งการตรวจดังระบบประสาทต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้

  1. ตรวจการทำงานของเส้นประสาทภายในสมอง ซึ่งการตรวจทำได้ด้วยการสังเกตการทำงานของอวัยวะที่ควบคุมการทำงานจากสมอง ได้แก่ การเคลื่อนไหวของลูกตาหรือการกรอกตาไปขวาและซ้าย การมองเห็นสามารถมองเห็นได้สุดทุกทิศทางหรือไม่ การรับรู้ความรู้สึกบริเวณใบหน้า กล้ามเนื้อใบหน้า การได้ยิน การเสียงพูด ตรวจ palatal elevation, tongue protrusion แรงหรือลักษณะของมัดกล้ามเนื้อ trapezius และ sternocleidomastoid มีเกิดการลีบหรือเหี่ยวลงหรือไม่

สล็อต

  1. ตรวจความตึงตัวของกล้ามเนื้อ ( muscle tone ) ว่ามี อาการเคลื่อนไหวจะไม่คล่องแคล่ว ช้า สั่นและแข็ง (cogwheel rigidity) เกิดขึ้นหรือไม่ เนื่องจาก อาการเวียนศีรษะอาจเป็นอาการของโรคเสื่อมของระบบประสาท (neurodegenerative disease) ได้ การตรวจหาว่ามีปลายประสาทอักเสบ / ปลายประสาทเสื่อม (peripheral neuropathy) ร่วมด้วยหรือไม่ จากการตรวจ deep tendon reflex เพื่อตรวจสอบการรับความรู้สึก นอกจานั้นยังต้องทำการตรวจ cerebellar signs ( finger-nose-fingertest, heel-knee-shin test, rapid alternating movements ) ร่วมด้วย
  2. ตรวจทางคลินิก โสต ประสาท ( Neuro-otology clinic ) โดยการมองหาว่าผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหวส่วนใดที่มีลักษณะผิดปกติ ( spontaneous involntary movements ) หรือไม่ ทำได้ด้วยให้ผู้ป่วยมองตรงแล้วดูว่ามีตากระตุก ( Nystagmus ) หรือ saccadic intrusions หรือไม่ และทำการตรวจ smooth pursuit, saccades, optokinetic nystagmus และ fixation, headthrustn test, positional testing, Dix-Hallpike test และทำการตรวจลักษณะการเดินรวมถึง tandem walking และ Romberg test ด้วย

เมื่อทำการซักประวัติและตรวจร่างกายผู้ป่วยแล้ว จึงนำข้อมูลที่ได้ทำการประมวลผลว่า อาการเวียนศีรษะเป็นอาการมึนเวียนที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติที่สมอง ( Central Vertigo ) หรืออาการมึนเวียนที่มีสาเหตุมาจากหูส่วนใน ( Peripheral vertigo ) โดยสังเกตอาการว่ามีลักษณล่องลอยหรือมีอาการของโรคที่เกี่ยวกับก้านสมองหรือสมองมีการทำงานน้อยจนเป็นผลให้เกิดอาการมึนเวียนที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติที่สมอง (Central Vertigo) หรือมีการเกิดดรคที่ทำให้เกิดความผิดปกติในส่วนของอาการบางอย่างมาและผลการตรวจร่างกายที่พบความผิดปกติ นั้นเกิดจากล่องลอยหรือโรคที่ก้านสมองหรือสมองน้อยที่ทำให้เกิด central vertigo หรือไม่ แล้วเกิดจากโรคอะไรหรือการเวียนศีรษะดังกล่าวเกิดจากความผิดปกติของการที่ปลายประสาทของระบบการทรงตัวอักเสบ ( peripheral vestibular system ) หรือที่เรียกว่าอาการมึนเวียนที่มีสาเหตุมาจากหูส่วนใน ( Peripheral vertigo ) ในระยะเริ่มแรกจากโรคหรือพยาธิสภาพอะไรหรือไม่

โรคที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด อาการเวียนศีรษะ ( vertigo )
1.โรคที่เกิดจากความผิดปกติที่ Peripheral vestibular system
1.1 เส้นประสาทการทรงตัวอักเสบ ( vestibular neuronitis )
ผู้ป่วยจะมี อาการเวียนศีรษะ อย่างรุนแรงและเฉียบพลัน ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ซึ่งอาการดังกล่าวจะเป็นอยู่หลายวันหรือเป็นเดือนกว่าอาการจะดีขึ้น โดยสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ที่จัดว่าเป็นโรคที่มีความรุนแรงไม่มากและสามารถหายได้เอง สามารถพบได้ผู้ที่มีอายุน้อยและร่างกายแข็งแรง เมื่อทำการตรวจจะพบ nystagmus และตรวจ head-thrust test เกิดความผิดปกติ แต่ตรวจไม่พบความผิดปกติทางระบบประสาทอื่นๆ ด้วยการตรวจร่างกายด้วยการตรวจภาพเอ็มอาร์ ( magnetic resonance imaging; MRI ) มักไม่พบความผิดปกติเกิดขึ้น

สล็อตออนไลน์

ตารางการเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่าง Central และ Peripheral causes ของอาการ เวียนศีรษะ (vertigo)

อาการ Central causes Peripheral causes
เวียนศีรษะ ไม่รุนแรง มักจะรุนแรง
คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการน้อยมาก พบบ่อยมาก และมีอาการรุนแรง
เดินเซ มีการเดินเซมาก มีอาการเดินเซไม่มาก
อาการทางหู ไม่มีความผิดปกติทางหู การได้ยินลดลง
Visual fixation อาการไม่เปลี่ยนแปลง อาการดีขึ้น
Brainstem signs มีการพบ ไม่พบ
Nystagmus Vertical Horizontal/rotatory
– ทิศทางเปลี่ยนเวลากรอกตา
– ชัดตรามองไปด้านที่มี lesion
– amplitude สูง – ทิศทางไม่เปลี่ยนเวลากรอกตา
– ชัดเมื่อมองไปด้านตรงกันข้ามกับ lesion
– amplitude ต่ำ เห็นได้ไม่ชัด
1.2 โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน (benign paroxysmal positional vertigo: BPPV)
จากการศึกษาพบว่า BPPV จัดเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเวียนศีรษะ โดยจะพบได้มาในผู้ป่วยที่มีอายุระหว่าง 60-70 ปี ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการเวียนศีรษะเป็นระยะสั้นๆ หลังจากที่ทำการลุกขึ้นจากเตียง พลิกตัวเวลานอน ก้มศีรษะ หรือเงยหน้าขึ้น โรคนี้เกิดจากมีแคลเซียมคาร์บอเนตที่หลุดออกจาก otoconial membrane เคลื่อนที่เข้าสู่ semicircular canal ซึ่งชิ้นดังกล่าวเข้าไปลอยคว้างอยู่ภายใน canal ที่หลุดออกมา ( canalithiasis ) หรือบางครั้งก็ไปติดอยู่ที่ cupula ( cupulolithiasis )

jumboslot

1.3 โรคน้ำในหูชั้นในผิดปกติ หรือที่มักเรียกกันว่าโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease)
ผู้ป่วยส่วนมากจะมี อาการเวียนศีรษะซ้ำๆ และมีการได้ยินของหูมีความผิดปกติ เช่น ไม่ได้ยินเสียง tinnitus หรือหูอื้อ เป็นต้น และถ้าผู้ป่วยมีอาการต่อเนื่องจะส่งผลให้เกิดหูตึง ( hearing loss ) โดยผู้ป่วยจะมีอาการเวียนศีรษะครั้งละประมาณกว่า 20 นาที ร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน ช่วงแรกผู้ป่วยอาจมีอาการเวียนศีรษะเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีอาการผิดปกติทางการได้ยิน และหลังจากนั้น 1 ปีผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการทางหูมักจะพบเพียง 1 ข้างแต่ในผู้ป่วยประมาณ 1 ใน 3 จะพบอาการและความผิดปกติในหูทั้งสองข้างได้
พยาธิสรีรวิทยาของผู้ป่วยจะพบ endolymphatic hydrops หรือการขยายตัวของ endolymph ที่มากกว่า perilymph ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน ผู้ป่วยมีประวัติล้มลงโดยมีความรู้สึกเหมือนถูกดึงหรือเหวี่ยงลงพื้นในบางครั้งการรมรุนแรงทำให้กระดูกหักได้ที่รู้สึกตัวตลอด เมื่อทำการตรวจไม่พบความผิดปกติทางระบบประสาทอื่นๆ ที่เรียกว่า otolithic catastrophes of Tumarkin การตรวจร่างกายผู้ป่วยอาจตรวจพบการได้ยินเสียงลดลงแต่การตรวจ head-thrust ไม่พบความผิดปกติ

1.4 Vestibular paroxysmia
ผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะเป็นระยะสั้นๆ ตั้งแต่หลายวินาทีจนถึงเป็นนาที สามารถเกิดขึ้นได้ในทันทีโดยไม่ต้องมีปัจจัยกระตุ้น อาการจะคล้ายๆ กับ hemifacial spasm หรือ trigeminal neuralgia เกิดจากการมีกระแสประสาทเกิดขึ้นจากเส้นประสาทสมองที่ได้รับบาดเจ็บ หรือเกิดจากเส้นประสาทที่มีหลอดเลือดมาวางทับ ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นการรับประทานยา carbamazepine หรือ oxcarbazepine หรือ gabapentin

slot

1.5 การสูญเสียการได้ยินจากการนำเสียง หรือมีการกระดูกงอกใหม่ที่ฐานกระดูกโกลน ( Superior canal dehiscence )
ผู้ป่วยจะมีอาการเวียนศีรษะเนื่องจากบางส่วนของกระดูกขมับ ( temporal bone ) ที่อยู่เหนือต่อ superior semicircular canal บางหรือมีรอยรั่วเกิดขึ้น ยังผลให้มีความดันในระบบ vestibular เพิ่มขึ้น เกิดจากการได้รับกระทบกระเทือนหรือการกัดกร่อนของ cholesteatoma หรือเป็นความผิดปกติตั้งแต่เกิดทำให้เกิดการเชื่อม ( fistula ) ระหว่าง superior semicircular canal กับ middle cranial fossa มีความผิดปกติ ส่งผลให้การส่งผ่านคลื่นเสียงหรือความดันเข้าไปกระตุ้น semicircular canals ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ และผู้ป่วยอาจไวต่อเสียงที่ผ่านทางกระดูก (bone-conduction sound) สำหรับในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงของความดันภายในกระโหลกศรีษะ เช่น การกระตุ้นให้มีการเพิ่มความดันในกะโหลกศีรษะจากการทำ Valsava หรือการทำให้ความดันใน middle ear สูงขึ้นด้วยการทำ valsalva โดยปิดจมูก จะส่งผลให้เกิดตากระตุก ( Nystagmus ) ในแนวของ canal ซึ่งรอยโรคมักอยู่ในผู้ป่วยที่มีอาการไม่มาก สามารถรักษาด้วยประคับประคองอาการได้หรือทำการผ่าตัดแก้ไข

1.6 โรค Peripheral vestibular system อื่นๆ
– การบาดเจ็บของกะโหลกศีรษะแล้วมีผลกระทบกระเทือนต่อหูชั้นใน (labyrinthine concussion) โดยผู้ป่วยมีประวัติเคยได้รับการกระทบกระเทือนบริเวณศีรษะด้านหลังหรือบริเวณหู และมีอาการเวียนศีรษะตามมา
– ภูมิต้านตังเองในหูชั้นใน (Autoimmune inner ear disease) การสูญเสียการได้ยินทางอวัยวะรับเสียงหรือประสาท ( sensorineural ) ทั้งสองข้างหรือหูอื้น เวียนศีรษะซึ่งอาจพบร่วมกับ systemic autoimmune disorder หรือ interstitial keratitis
– โรคของหูชั้นในทั้งสองข้าง (bilateral vestibulopathy) คือ การตรวจพบความผิดปกติของ peripheral vestibular system ทั้งสองข้าง เกิดจาก vestibular ototoxicity เช่น จากยา gentamicin หรือจาก autoimmune inner ear disease หรือเกิดจากการติดเชื้อ เนื้องอก ผู้ป่วยจะมีอาการมึนศีรษะ เวียนศีรษะ เสียสมดุล เมื่อทำการตรวจร่างกายจะพบ oscillopsia และ imbalance ได้
– โรคที่ทำให้เกิดรอยโรคที่บริเวณฐานกะโหลกศีรษะ เช่น sarcoidosis, lymphoma, carcinomatous meningitis เนื่องจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราที่บริเวณกระโกลกศีรษะที่สามารถทำให้เกิดอาการ peripheral vestibular symptoms ทั้งแบบด้านเดียวหรือทั้ง 2 ด้านได้

About Post Author

macandnellisws

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
Previous post การตรวจร่างกายของอาการหายใจเสียงดัง
Next post โรคบ้านหมุนเป็นอย่างไร