0 0
Read Time:8 Minute, 9 Second

ไข้ เกิดจากการที่ร่างกายตอบสนองการติดเชื้อโรค หรือ เกิดจากสาเหตุของการอักเสบของเนื้อเยื่อ โดยร่างกายจะมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นกว่าปกติ ในการวินิจฉัยอย่างแน่นอนว่าเป็นไข้หรือไม่ เราจะใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิระบบอินฟาเรด หรือ เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิระบบดิจิตอล ในการวัดอุณหภูมิของร่างกาย แล้วอาหารช่วยลดไข้มีอะไรบ้าง

เครดิตฟรี

วิธีการลดอาการไข้ผู้ป่วยที่มีภาวะตัวร้อน
1.การลดไข้ด้วยยา
ยาที่นำมาใช้ในการลดไข้มีอยู่ด้วยกัน 2 กลุ่มด้วยกัน ตามลักษณะกลไกการออกฤทธิ์ของตัวยาดังนี้
1.1คอร์ติโคสเตียรอยด์ ( Corticosteroid ) ยากลุ่มนี้ไม่มีฤทธิ์ในการลดไข้โดยตรง แต่ตัวยาจะเข้าไปยับยั้งการโดยปกติไม่ได้ใช้เป็นยาลดไข้แต่มีฤทธิ์ลดไข้ด้วยการยับยั้งการสังเคราะห์หรือการลอกรหัสพันธุกรรม ( transcription ) ของpyrogenic cytokines และinducible cyclooxygenase ผ่านปฏิกิริยาglucocorticoid receptor และยั้งสามารรถยับยั้งกระบวนการphospholipase A2 ที่ใช้ในการสร้างprostaglandinที่เป็นสาเหตุให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น จึงสามารถช่วยลดไข้ในทางอ้อม
1.2 อะเซตามีโนเฟน ( Acetaminophen ), แอสไพริน ( aspirin ) และยาลดการอักเสบ NSAIDs
ยาในกลุ่มนี้จะทำการยับยั้งการเปลี่ยนกรดอะราคิโดนิก ( Arachidonic acid ) ไปเป็น prostaglandin ที่ช่วยส่งเสริมการอักเสบภายในร่างกาย ตัวยาจะเข้าไปยับยั้งกระบวนการOxygen Cycle ( prostaglandin Synthetase ) โดยเข้าไปยับยั้งที่ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายที่บริเวณสมองส่วนไฮโปทาลามัสและยังสามารถทำการยับยั้งการอักเสบแม้จะเพียงเล็กน้อยหรือแบบอ่อนก็ตาม

2.การลดไข้ด้วยวิธีทางกายภาพ
นอกจากการลดไข้ด้วยการรับประทานยาแล้ว การลด อาการไข้ ด้วยวิธีทางกายภาพก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดไข้อย่างได้ผลและรวดเร็ว เช่น การเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดา การใช้ถุงน้ำแข็ง ( ice packs ) การห่มผ้าเพิ่มความอบอุ่น ( cooling blanket ) หรือการอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็น ซึ่งการลดไข้ด้วยวิธีเป็นการระเหยและนำพาความร้อนภายในร่างกายออกมาผ่านทางผิวหนัง การเช็ดตัวเพื่อลดไข้ควรเช็ดติดต่อกันประมาณ 3-5 นาทีต่อครั้ง และควรเช็ดย้อนแนวของขนเพื่อเปิดรูขุมขนให้ความร้อนสามารถระบายออกมาได้ดีขึ้น
การลดไข้ที่ดีควรทำทั้งสองวิธีร่วมกัน คือ ต้องรับประทานยาเพื่อลดไข้ควบคู่กับการลดไข้ทางกายภาพ เพื่อที่อุณหภูมิของร่างกายจะลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ภาวะเป็นไข้มีความอันตรายน้อยลง และช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตเนื่องจากภาวะไข้ได้

สล็อต

ดังนั้นเมื่อเป็นไข้เพียงเล็กน้อยควรทำการดูแลรักษาเบื้องต้น ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณสูงเพื่อช่วยลดความร้อน พร้อมทั้งช่วยระบายความร้อนภายในร่างกายทางปัสสาวะ และรับประทานยาลดไข้เพื่อลดอาการไข้ที่เกิดขึ้น เพื่อที่ร่างกายจะทำการสร้างภูมิต้านที่สามารถต่อต้านและขับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายออกไปได้ แต่ถ้าผ่านไป 2-3 วัน อาการไข้ ที่เกิดขึ้นยังไม่ดีขึ้น ผู้ป่วยควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อที่จะได้รับการตรวจวินิจฉัยถึงสาเหตุของอาการไข้และรับการรักษาที่ถูก เพื่อลดความเสี่ยงในการได้รับอันตรายจากไข้ที่เกิดขึ้น

อากาศที่หนาวเย็นในช่วงหน้าหนาว ทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกไม่สบายจนทำให้เป็นไข้ เนื่องจากอุณหภูมิที่ลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงเช้าตรู่และตอนกลางคืน ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง แต่เราสามารถรักษาอาการไข้ ให้หายไปอย่างรวดเร็ว ด้วยการรับประทานอาหารที่ถูกต้อง ลองไปดูกันเลยดีกว่าว่า มีอาหารชนิดไหนบ้างที่จะช่วยปราบฤทธิ์ไข้ได้

1.ฟักเขียว

เป็นพืชที่มีฤทธิ์เย็น จึงทำให้อาการไข้ที่มีอยู่ลดลงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งฟักเขียวนั้นสามารถนำมาประกอบเป็นอาหารได้หลายเมนูเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นแกงจืดฟักเขียว ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ป่วยได้ทานน้ำซุปร้อน ๆ ทำให้ทานได้ง่าย แถมมีรสชาติอร่อยอีกด้วย หรือสามารถนำมาบดให้ละเอียดแล้วผสมลงไปในนมสำหรับเด็กได้ด้วยเช่นกัน

2.อาหารรสเผ็ด

อาหารรสเผ็ดก็นับเป็นอาหารต้านหวัดหรืออาหารที่จะช่วยลดไข้ลงได้ และสำหรับผู้ที่ชอบทานอาหารรสจัดแล้วละก็ การทานอาหารรสเผ็ด ประเภท ลาบ แกงเลียง ส้มตำ หรืออาหารที่มีส่วนประกอบของสมุนไพรที่มีรสชาติเผ็ดร้อน ไม่ว่าจะเป็นพริก ขิง ข่า กระเพรา ล้วนแต่ช่วยต่อต้านหวัดได้เป็นอย่างดี ช่วยลดอาการคัดจมูก ทำให้หายใจโล่งขึ้น รู้สึกสดชื่น

สล็อตออนไลน์

3.ซุปไก่ร้อน ๆ

เป็นอาหารต้านหวัด หรืออาหารลดไข้ที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง สำหรับการทำซุปไก่ แนะนำให้ใส่ไก่ หอมหัวใหญ่ ขึ้นฉ่าย มันฝรั่ง มะเขือเทศ หัวผักกาด ผักชี พริกไทย และเกลือ ซึ่งสมุนไพรเหล่านี้จะช่วยลดการอักเสบของปอด และช่วยบรรเทาอาการไอได้เป็นอย่างดี

4.แตงกวา

จัดว่าเป็นผักที่มีฤทธิ์เย็นอีกหนึ่งชนิด ซึ่งแตงกวานั้นส่วนใหญ่แล้ว มีน้ำเป็นส่วนประกอบ มีสรรพคุณในการลดไข้ ช่วยขับปัสสาวะ แก้กระหายน้ำได้เป็นอย่างดี แถมยังมีแคลอรีต่ำ

5.ขิง

ขิงมีสรรพคุณที่หลากหลาย และเป็นพืชที่มีฤทธิ์ร้อน ช่วยต่อต้านอาการอักเสบในร่างกาย ซึ่งขิงนั้นจะช่วยในการขับเหงื่อ แก้หวัดลดไข้ ช่วยบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลม ดังนั้นหากเริ่มรู้สึกว่ากำลังจะเป็นหวัด ให้รีบต้มน้ำขิงนำมาดื่ม จะช่วยป้องกันไม่ให้เราเป็นหวัดได้ง่าย

6.กระเทียม

เป็นสมุนไพรที่หาง่าย มีกันในทุกครัวเรือน จากการศึกษาวิจัยพบว่า ในกระเทียมนั้นอุดมไปด้วยกำมะถัน ซึ่งมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัส จึงช่วยต่อต้านหวัดได้เป็นอย่างดี โดยการนำกระเทียมมาหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ หรือการทุบกระเทียมให้แตก แล้วเต็มน้ำร้อนลงไปในถ้วย ดื่มติดต่อกันวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 3 – 5 วัน จะทำให้อาการหวัดดีขึ้น

jumboslot

ไข้หวัดในช่วงฤดูหนาว เป็นสิ่งหนึ่งที่ก่อให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน แต่เราสามารถป้องกันไข้หวัดและรักษาให้หายได้ ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านหวัดเหล่านี้ รับรองว่าไม่มีไข้หวัดมากวนใจอีกต่อไปแน่นอน

วิธีลดไข้สำหรับผู้ใหญ่

พักผ่อนให้เพียงพอ
ดื่มน้ำ เพื่อช่วยให้อุณหภูมิร่างกายเย็นลง และป้องกันการเกิดภาวะขาดน้ำ
อาบน้ำอุ่น หรือนำผ้าไปชุบน้ำอุ่นก่อนบิดหมาด ๆ วางบริเวณหน้าผากและข้อมือ และต้องไม่ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเพื่อเช็ดตัวลดไข้
กินอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย
สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี ถึงแม้ผู้ป่วยจะมีอาการหนาวสั่นก็ตาม
รับประทานยาแก้ปวดและลดไข้ เช่น ยาพาราเซตามอล ยาไอบูโพรเฟน ยานาพรอกเซน ยาแอสไพริน เป็นต้น
วิธีลดไข้สำหรับเด็ก

เช็ดตัวเด็ก โดยนำฟองน้ำหรือผ้าขนหนูไปชุบน้ำอุ่น ก่อนบิดหมาด ๆ แล้วนำมาเช็ดตัวเพื่อลดอุณหภูมิร่างกาย อาจเช็ดย้อนแนวขนเพื่อเปิดรูขุมขนให้ระบายความร้อนได้ดีขึ้น แต่ห้ามใช้น้ำเย็นเด็ดขาด เพราะอาจทำให้หนาวสั่นกว่าเดิมและทำให้ไข้ขึ้นสูงได้
ขณะเด็กกำลังนอนพัก ให้นำผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาด ๆ มาวางบริเวณหน้าผาก
ให้เด็กดื่มน้ำหรือน้ำเกลือแร่เพื่อป้องกันอาการขาดน้ำ หากเป็นเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถดื่มน้ำได้ อาจเปลี่ยนให้ดื่มนมแม่หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ตามคำแนะนำของแพทย์แทน
เปิดพัดลมเพื่อช่วยให้อากาศถ่ายเท โดยเปิดระดับความแรงลมต่ำสุด และไม่เปิดพัดลมจ่อไปที่เด็กโดยตรง
ให้เด็กสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี แต่หากเด็กรู้สึกหนาว ให้ห่มผ้าห่มแทน และค่อยนำผ้าห่มออกเมื่อเด็กรู้สึกร้อน
ควรให้เด็กอยู่ในที่ร่ม หรืออยู่ใต้ร่มเงาซึ่งกำบังแดดได้
อาจให้เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือนรับประทานยาพาราเซตามอลตามคำแนะนำบนฉลากยา ส่วนเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไปอาจรับประทานยาพาราเซตามอลหรือยาไอบูโพรเฟน โดยใช้ยาตามฉลากยาอย่างเคร่งครัดเช่นกัน
ข้อควรระวังในการใช้ยาลดไข้

slot

ก่อนใช้ยาลดไข้ในทารก ควรได้รับการวินิจฉัยและคำแนะนำจากแพทย์เสมอ
ห้ามใช้ยาพาราเซตามอลกับทารกอายุต่ำกว่า 6 สัปดาห์
ห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟนกับเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน
ห้ามใช้ยาแอสไพรินกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี
มีไข้รุนแรงเพียงใดจึงควรไปพบแพทย์ ?

ระดับความรุนแรงของไข้อาจแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ ซึ่งผู้ป่วยควรได้รับการดูแลจากแพทย์หากมีอาการ ดังนี้

อายุ 0-3 เดือน

เมื่อมีไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป แม้ทารกจะไม่มีอาการอื่น ๆ ก็ตาม
อายุ 3-6 เดือน

เมื่อมีไข้สูง 38.9 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ไม่สบายตัว ปวดหัว คอแข็ง ท้องเสีย อาเจียน เซื่องซึม หรือกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจากเด็กไม่ดื่มน้ำหรือไม่รับประทานอาหาร เป็นต้น
เมื่อมีไข้สูงเกิน 38.9 องศาเซลเซียส
อายุ 6-24 เดือน

เมื่อมีไข้สูงเกิน 38.9 องศาเซลเซียสนานกว่า 1 วัน และอาการไม่ดีขึ้นหลังรับประทานยา
มีไข้ร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ไม่สบายตัว ปวดหัว คอแข็ง ท้องเสีย อาเจียน เซื่องซึม หรือกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจากเด็กไม่ดื่มน้ำหรือไม่รับประทานอาหาร เป็นต้น
อายุ 2-17 ปี

เมื่อมีไข้สูง 38.9 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ไม่สบายตัว ปวดหัว คอแข็ง ท้องเสีย อาเจียน เซื่องซึม หรือกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจากเด็กไม่ดื่มน้ำหรือไม่รับประทานอาหาร เป็นต้น
เมื่อมีไข้สูงเกิน 38.9 องศาเซลเซียสนานกว่า 3 วัน และอาการไม่ดีขึ้นหลังรับประทานยา
อายุ 18 ปีขึ้นไป

เมื่อมีไข้สูง 38.9 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการปวดหัว คอแข็ง หายใจไม่อิ่ม ท้องเสีย อาเจียน เซื่องซึม กังวลว่าจะเกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจากไม่ดื่มน้ำ ไม่รับประทานอาหาร หรือมีอาการอื่น ๆ
เมื่อมีไข้สูงเกิน 38.9 องศาเซลเซียสนานกว่า 3 วัน และอาการไม่ดีขึ้นหลังรับประทานยา
เมื่อมีไข้ที่อุณหภูมิตั้งแต่ 39.4 องศาเซลเซียสขึ้นไป

About Post Author

macandnellisws

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
Previous post ไข้และการมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติ
Next post การป้องกันอาการตัวเขียว