แนวทางการรักษาอาการไข้เฉียบพลัน

0 0
Read Time:6 Minute, 56 Second

ภาวะไข้เฉียบพลัน ได้แก่ภาวะที่ผู้ป่วยมีอุณหภูมิร่างกาย > 37.8 องศาเซลเซียสมาไม่เกิน 2 สัปดาห์
อาการไข้เฉียบพลัน จัดเป็นอาการป่วยที่สามารถพบได้บ่อยที่สุด และมีจำนวนผู้ป่วยที่เข้ามารับการรัษาทางการแพทย์มากที่สุดอีกอาการหนึ่ง สาเหตุของอาการไข้เฉียบพลันมักเกิดเนื่องจากโรคติดเชื้อ โดยเฉพาะการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งสาเหตุสามารถบ่งบอกหรือวินิจฉัยได้จากการซักประวัติและการตรวจร่างกาย ที่นำมาซึ่งแนวทางการรักษาอย่างได้ผล แต่บางครั้งอาการไข้เฉียบพลันที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถวินิจฉัยหาสาเหตุได้ในระยะแรก เนื่องจากไม่ร่างกายยังไม่แสดงอาการส่งผลให้ตรวจไม่พบอาการหรือลักษณะที่ผิดปกติ ดังนั้นพื่อหาสาเหตุจึงจำเป็นต้องทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการและทำการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด แพทย์จึงจะสามารถทำการวินิจฉัยสาเหตุและแนวทางในการรักษาได้

เครดิตฟรี

สาเหตุ
การติดเชื้อ แบ่งเป็นการติดเชื้อเฉพาะที่ เช่น ปอดติดเชื้อหรือติดเชื้อหลายตำแหน่ง
สาเหตุที่ไม่เกี่ยวกับการติดเชื้อ ได้แก่ โรคแพ้ภูมิตนเอง โรคมะเร็ง โรคไทรอยด์ การแพ้ยา หรือแพ้สารพิษ
อาการ
ไข้
ปวดเมื่อยตามร่างกาย
ปวดข้อ ปวดกระดูก
อ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียน รับประทานอาหารได้น้อยหรือไม่ได้
หนาวสั่น ชัก
การรักษา
ให้ยาปฏิชีวนะตามเชื้อที่ก่อโรค
ให้การรักษาแบบประคับประครอง
อาการสำคัญที่ควรรีบกลับมาพบแพทย์
ไข้สูง ไข้ไม่ลด มีอาการเกร็ง หรือกระตุก
อ่อนเพลีย อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

สล็อต

การตรวจทางห้องปฏิบัติการเป็นการตรวจเพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยของแพทย์ที่เข้ารับการรักษาด้วยอาการไข้เฉียบพลันว่ามาจากสาเหตุ ซึ่งการตรวจมักจะทำการตรวจตามข้อวินิจฉัยเบื้องต้นที่มาจากการซักประวัติและการตรวจร่างกายก่อน ซึ่งการตรวจที่ใช้ คือ

3.1 การตรวจนับเม็ดเลือดอย่างสมบูรณ์หรือตรวจความสมบูรณ์ของเลือด ( Complete Blood Count : CBC )

คือการตรวจปริมาณเม็ดเลือดขาวว่ามีปริมาณต่ำหรือสูงกว่าปกติ ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่เฉพาะต่อโรคใดเป็นพิเศษ และหากน้อยกว่า 5,000 cells / mm³ อาจจะจากไวรัสหรือติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง แต่มากกว่า 10,000 cells / mm³ หรือมากกว่า 20,000 cells / mm³ และมีนิวโทรฟิลเด่น ( PMN predominate หรือ left shift ) เกิดร่วมด้วยหรือการดู peripheral blood smear พบ toxic granule / vacuolization ใน cytoplasm ของนิวโทรฟิล สามารถบ่งบอกได้ว่ามีการติดเชื้อแบคมีเรีย หรือมีการาตรวจพบเอทิปปิเคิลลิ้มโฟไซต์ ( Atypical lymphocyte ) หรือพบว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด Lymphocyte จะมีขนาดเซลล์ใหญ่ขึ้นและมีรูปลักษณะของเซลล์ผิดไปจากLymphocyteปกติทั่วไปโดยเฉพาะรูปลักษณะของ Nucleus แสดงว่ามีการติดเชื้อไวรัส

3.2 การตรวจปัสสาวะ ( Urinalysis หรือ UA )

เพื่อทำการวินิจฉัยการติดเชื้อที่บริเวณทางเดินปัสสาวะ ( Utract infection ) นอกจากต้องสังเกตการแล้วยังต้องทำการตรวจพบอาการปัสสาวะเป็นหนอง ( Pyuria ) ซึ่งถ้าพบว่ามีเม็ดเลือดขาวเพียงเล็กน้อยในปัสสาวะจะไม่สามารถยืนยันได้ จะต้องทำการเพาะเชื้อก่อนที่จะใช้ยาต้านจุลชีพ เพราะผู้ป่วยที่ติดเชื้อผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อริกเก็ตเซียหรือ leptospirosis อาจตรวจพบเม็ดเลือดแดงหรือเม็ดเลือดขาวได้ในปัสสาวะ ( 10-50 cells/HPF ) ร่วมกับ mild proteinuria หรือ cast ได้เช่นเดียวกัน

3.3 Chest X-ray

ทำการเอ็กเรย์ปอดเพื่อดูรอยโรคในปอด เนื่องจากรอยโรคที่บริเวณปอดสามารถบ่งชี้สาเหตุเบื้องต้นของอาการไข้ได้ โดยถ้าปอดลักษณะของปอดอักเสบทั้งสองข้างหรือ multilobar infiltration แสดงว่ามีการติดเชื้อแบบ systemic infection หรือ hematogenous spreading แต่ถ้ามีรอยโรคเพียงแห่งเดียวแสดงว่ามีการติดเชื้อที่ปอดก่อน ซึ่งการดูภาพรังสีของปอดต้องใช้ร่วมกับการวินิจฉัยแบบอื่นเสมอ เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการวินิจฉัยโรค

3.4 การเพาะเชื้อจากเลือด ( Hemoculture )

ในผู้ป่วยที่มีอาการน่าสงสัยว่าจะมีการติดเชื้อแบคมีเรีย แพทย์ควรทำการส่งเลือดเพื่อทำการเพาะเชื้ออย่างน้อย 2 ขวด เพื่อความแม่นยำและลดการปนเปื้อน ซึ่งควรส่งเลือดตรวจก่อนที่ผู้ป่วยจะได้รับยาต้านจุลชีพ

สล็อตออนไลน์

3.5 การตรวจเพิ่มเติม

นอกจากการตรวจข้างต้นแล้วยังมีการตรวจที่ช่วยวินิจฉัยสาเหตุของไข้เฉียบพลันได้ เช่น การตรวจ dengue NS1 antigen/dengue lgM , leptospira titer , mellioidosis titer , lmmuno Fluorescent Antibody ( IFA ) for scrub/murine typhus , thick and thin film or rapid diagnostic test for malaria ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจชนิดใดเพิ่มเติมจะต้องอาศัยการซักประวัติและการตรวจร่างกายเป็นแนวทางในการตรวจ

แนวทางการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการไข้เฉียบพลัน ( Acute Febrile illness )
สำหรับผู้ป่วยที่ทำการตรวจจนพบสาเหตุของอาการไข้เฉียบพลันให้ทำการรักษาตามสาเหตุได้ทันที แต่ถ้าเป็นผู้ป่วยกลุ่มอาการไข้เฉียบพลันที่ไม่ใช่ไข้มาลาเรียแล้ว ควรพิจารณาตามอาการทางคลินิก โดยหากผู้ป่วยมาจากชุมชนที่มีภาวะติดเชื้อ( Sepsis ) หรืภาวะช็อกเหตุพิษติดเชื้อ ( septic shock ) หรือมีไข้สูง และมีความเสี่ยงที่จะมีอาการแย่ลงควรให้ empirical treatment ด้วย doxycycline หรือ azithromycin ร่วมกับ ceftriaxone หรือ cefotaxime ในทันที เพราะสามารถครอบคลุมการติดเชื้อที่เป็นสาเหตุของอาการไข้เฉียบพลันที่เกิดจากแบคทีเรียในกระแสเลือดได้ทั้งหมด แต่ถ้าผู้ป่วยมีความเสี่ยงในการติดเชื้อ B.pseudomalleii เช่น ชาวนา ชาวไร่ มีภูมิลำเนาหรืออาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือเป็นโรคเบาหวาน หรือไตวายชนิดเรื้อรังต้องทำการให้ ceftazidime แทน ceftriaxone แล้วจึงค่อยทำการประเมินอาการต่อไปเรื่อยๆ พร้อมทั้งทำการตรวจเพาะเชื้อเพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ในกลุ่มผู้ป่วยที่มี อาการไข้สูงเฉียบพลันที่มีอาการคงที่ และไม่มีข้อบ่งชี้ที่เป็นลักษณะเฉพาะให้ทำการนัดตรวจทุก 1-2 วัน เพื่อรอผลการตรวจวินิจฉัยสาเหตุและทำการรักษาต่อไป

jumboslot

อาการไข้เฉียบพลันเป็นอาการที่พบได้บ่อยมาก แม้สาเหตุที่พบจะไม่ร้ายแรงและมีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้น้อยมาก แต่ไข้เฉียบพลันที่หาสาเหตุว่าเกิดจากการติดเชื้อชนิดใดหรือเรียกว่า Acute undifferentiated fever ( AUF ) ที่มักเกิดจากโรคติดเชื้อเมืองร้อน เช่น มาลาเรีย ไข้เลือดออก เลผโตสไปโรสิส scrub typhus และ mellioidosis ซึ่งอาการในช่วงแรกจะทำการแยกสาเหตุว่ามีการติดเชื้อจากแบคทีเรียในกระแสเลือดหรือสาเหตุอื่น ดังนั้นหากผู้ป่วยมีอาการที่รุนแรง เมื่อเข้ารับการรักษาจะต้องทำการตรวจด้วยการซักประวัติ ตรวจร่างกายและตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการไข้เฉียบพลัน เพื่อนำไปสู่แนวทางการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

2.การตรวจร่างกาย

การตรวจร่างกายต้องทำการตรวจทุกระบบอย่างละเอียด และตรวจเน้นในบางระบบที่น่าสงสัยว่าจะมีการติดเชื้อจนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการไข้เฉียบพลันขึ้น ซึ่งการตรวจครั้งแรกอาจไม่พบความผิดปกติ ดังนั้นบางครั้งจะต้องทำการประเมินและตรวจซ้ำอย่างต่อเนื่อง เพราะความผิดปกติบางชนิดอาจมีการแสดงอาการและภาวะให้เห็นชัดเจนขึ้นเมื่อผ่านไประยะหนึ่ง และการตรวจบางอย่างต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากจะช่วยให้การวินิจฉัยโรคทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ได้แก่

2.1 สัญญาณชีพ

นอกจากการวินิจฉัยภาวะติดเชื้อ( Sepsis ) หรืภาวะช็อกเหตุพิษติดเชื้อ ( septic shock ) ที่ต้องทำการรักษาทันทีที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษา ซึ่งสัญญาณชีพที่บ่งบอกว่าต้องได้รับการรักษาในทันที ได้แก่ เมื่อร่างกายมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นจากไข้ ( relative bradycardia ) และมีจุดแดงที่สามารถพบได้ในไข้ไทฟอยด์ ( Typhoid ) หรือโรคติดเชื้อ Rickettsia เป็นต้น

2.2 ลักษณะภายในช่องปาก

ซึ่งต้องทำการสังเกตที่บริเวณดังนี้ คอหอย ( Pharynx ) , ต่อมทอนซิล ( Tonsil ) , การอักเสบของเหงือก ( Gingivitis ) , โรคฟันผุ ( Dental caries ) หรือรากฟันเป็นหนอง ( Root abscess ) ซึ่งต้องทำการตรวจหาเชื้อราช่องปาก ( Oral Candidiasis ) ที่สามารถช่วยบ่งชี้ถึงภาวะภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยได้

2.3 ไซนัสและหู

อาการไข้เฉียบพลันสามารถเกิดได้จากการที่ไซนัสหรือหูชั้นกลางมีการอักเสบขึ้น ซึ่งสามารถพบได้ในผู้ป่วยเด็กมากกว่าในผู้ใหญ่

2.4 ระบบทางเดินหายใจส่วนกลาง

slot

สามารถทำการตรวจได้ด้วยการฟังที่บริเวณชายปอดส่วนกลาง ด้วยการฟังเสียงหายใจ (Breath sound) และเสียง crackle หรือเสียงขยี้ผมหรือเสียงกรอบแกรบที่เกิดขึ้นในขณะที่ทำการหายใจ

2.5 ระบบประสาท

ในผู้ป่วยที่มีภาวะไข้เฉียบพลันและมีอาการปวดศีรษะมาก ๆ จะต้องทำการตรวจการตรวจอาการระคายเคืองของเยื่อหุ้มสมอง ( meningeal sign ) ร่วมด้วย

2.6 ระบบข้อ กระดูกและกล้ามเนื้อ

ต้องทำการตรวจหาลักษณะของข้ออักเสบ ( Arthritis ) หรืออาการบาดเจ็บของกระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อต่างๆ ด้วย

2.7 ระบบผิวหนัง

ด้วยการตรวจหาผดผื่น รอยแผลและทำการตรวจหาแผลคล้ายบุหรี่จี้ ( eschar ) ที่บริเวณใต้ร่มผ้า เพราะลักษณะของแผลดังกล่าวเป็นลักษณะเฉพาะของโรคสครับไทฟัส ( Scrub typhus )

2.8 ต่อมน้ำเหลือง

ต้องทำการตรวจต่อมน้ำเหลืองโตทุกส่วนของร่างกาย ( Generalized Lymphadenopathy ) เพื่อเป็นการยืนยันว่าร่างกายมีการติดเชื้อในระบบน้ำเหลืองหรือไม่

About Post Author

macandnellisws

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
Previous post อาการไข้เฉียบพลัน
Next post อาการปัสสาวะออกน้อย