ไข้และการมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติ

0 0
Read Time:8 Minute, 32 Second

ร่างกายของคนเรามีระบบการควบคุมอุณหภูมิ ( Body Temperature Regulation ) ที่ทำการควบคุม อุณหภูมิร่างกายให้สมดุล ซึ่งระบบการควบคุมอุณหภูมิจะทำการควบคุมด้วยศูนย์ควบคุมอุณหภูมิ ( Thermoregulation center ) ศูนย์ควบคุมจะอยู่ที่บริเวณสมองไฮโปธาลามัส ( Hypothalamus ) โดยศูนย์ควบคุมจะทำหน้าเป็น thermostat ที่ทำการตั้งระบบให้กับ setpoint ที่อุณหภูมิของร่างกาย เพื่อทำการรักษาอุณหภูมิให้คงที่ และเมื่อใดที่มี อาการไข้ ( Fever ) อุณหภูมิร่างกายก็จะสูงขึ้น หรือตัวร้อน

เครดิตฟรี

เมื่อร่างกายเกิดความร้อนจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น ( Heat Production ) ภายในร่างกายเช่น อัตราการเผาพลาญพลังงาน ( Basal metabolic rate ( BMR ) ) การสร้างกล้ามเนื้อหรือการหดตัวของกล้ามเนื้อ ( Muscular activity ) การออกกกำลังกายที่ส่งทำให้เกิดฮอร์โมน เป็นต้น ซึ่งปฏิกิริยาดังกล่าวจะทำให้อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มสูงขึ้น เมื่อมีอุณหภูมิสูงขึ้นร่างกายจะทำการระบายความร้อนการสูญเสียความร้อน ( Heat Loss ) ที่เกิดขึ้น ด้วยการปล่อยความร้อนผ่านทางผิวหนังและทางปอด โดยการระบายออกเป็นความชื้นและไอความร้อน เช่น เหงื่อ ไอน้ำจากการหายใจ การแผ่รังสีความร้อน ซึ่งการควบคุมความร้อนจะทำการรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ที่ประมาณ 36-37 องศาเซลเซียสหรือ98.6 องศาฟาเรนไฮต์ ( Fahrenheit ) เนื่องจากค่าเฉลี่ยอุณหภูมิของร่างกายอยู่ที่ประมาณ 36.8± 0.4°C ( 98.2±0.7°F ) โดยอุณหภูมิต่ำสุดของร่างกายจะอยู่ที่เวลา 6.00 น. คือ 37.2°C ( 98.9°F ) และอุณหภูมิสูงสุดของร่างกายจะอยู่ที่เวลา 16.00-18.00 น. คือ 37.7°C ( 99.9°F ) จึงได้มีการกำหนดว่า ถ้าร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิดังกล่าว หมายถึง “ อาการไข้ ”

ภาวะเป็นไข้ ( Fever หรือ Pyrexia ) คือ ภาวะที่อุณหภูมิของร่างกายในส่วนของ Core temperature หรือ Dee-body temperature ที่หมายถึงอุณหภูมิของอวัยวะส่วนกลางของร่างกาย เช่น หัวใจ ปอด ช่องท้อง เป็นต้น ซึ่งที่อุณหภูมิที่บริเวณนี้ คือ อุณหภูมิที่แท้จริงของร่างกายแต่ในภาวะเป็นไข้ที่บริเวณนี้จะมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ การที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติหรือเป็นไข้เกิดขึ้น เนื่องจากร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอม เช่นเชื้อไวรัส ( Virus ) เช่น โรคหวัด โรคไข้หวัดใหญ่ โรคไข้เลือดออก โรคหัด ไข้หวัดนก อีสุกอีใส โรคมือเท้าปาก งูสวัดเริมเป็นต้นแบคทีเรีย ( Bacteria ) เช่น ไข้ไทฟอยด์ โรคไข้จับสั่น โรคฉี่หนู โรคไอกรน โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคไส้ติ่งอักเสบ เป็นต้น การอักเสบของเนื้อเยื่อหรืออาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ร่างกาย เป็นต้น

หรือการที่ร่างกายมีอุณหภูมิมากกว่า 37.5°C ในช่วงเช้าและมากกว่า 37.7°C ในช่วงเย็นเนื่องจากร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอมเข้าไปจึ่งต้องทำการต่อต้านเชื้อโรคดังกล่าว ซึ่งการต่อต้านจะเกิดร่วมกับการเพิ่มขึ้นของจุดตั้งอุณหภูมิ ( Set Point ) ที่อยู่สมองส่วนไฮโปธาลามัส ( Hypothalamus ) ทำให้เซลล์ประสาทที่อยู่ในศูนย์ควบคุมเส้นเลือด ( vasomotor center ) ได้รับการกระตุ้นจนเกิดการตีบตันของ vasoconstriction ซึ่งเป็นการหดตัวของหลอดเลือดที่ส่งผลให้ความดันเลือดเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยให้ร่างกายสูญเสียความร้อนทางผิวหนังลดลง จัดเป็นกระบวนการเก็บรักษาความร้อน (Heat conservation) ดังจะสามารถสังเกตได้จากเมื่อเริ่มเป็นไข้ ร่างกายจะมีอาการมือเท้าเย็น รู้สึกหนาว และมีอาการหนาวสั่น ( Ahivering ) ที่เป็นการผลิตความร้อนของร่างกายด้วยการหดตัวของกล้ามเนื้อนั่นเอง ซึ่งอาการหนาวสั่นอาจไม่เกิดขึ้นก็ได้หากร่างกายมีการสร้างอุณหภูมิที่เพียงพอต่อความต้องการ จากการเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายด้วยการห่มผ้าการใส่เสื้อหนาหรือการอยู่ในที่อากาศอุ่น

สล็อต

ตำแหน่งที่นิยมวัดไข้
1.ปาก ( Orally ) การวัดไข้ทางปากเป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากเนื่องจากปฏิบัติได้ง่ายและค่าของอุณหภูมิที่วัดได้มีค่าใกล้เคียงกับอุณหภูมิแกน ( core temperature ) เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่อยู่นิ่งและสามารถอมปรอทได้ด้วยตนเอง
2.ทวารหนัก ( Rectally )การวัดไข้ทางทวารหนักเป็นการวัดไข้ที่มีความแม่นยำค่อนข้างสูงที่สุดใช้สำหรับการวัดไข้ในทารกเด็กเล็กที่ไม่อยู่นิ่งหรือในผู้ใหญ่ที่ไม่สามารถวัดไข้ทางปากได้ปรอทไม่ได้อุณหภูมิที่วัดได้จากบริเวณทวารหนักจะมีค่าสูงกว่าอุณหภูมิที่วัดได้ที่บริเวณปากประมาณ 0.6 °C
3.แก้วหู ( By Ear ) โดยใช้เทอร์โมมิเตอร์แบบดิจิทัลทำการวัดที่ที่แก้วหูเพราะแก้วหูเป็นส่วนที่สามารถบ่งบอกอุณหภูมิของอุณหภูมิแกน ( core temperature ) ได้ดีที่สุดเพราะเป็นตำแหน่งของเส้นเลือดแดงที่นำไปหล่อเลี้ยงศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายนั่นเอง
4.รักแร้ ( Axillary ) เป็นตำแหน่งที่สามารถบ่งบอกอุณหภูมิร่างกายได้เหมาะสำหรับเด็กทารกแรกเกิดแต่ไม่เหมาะกับเด็กโตหรือผู้ใหญ่เพราะอุณหภูมิที่ได้จากการวัดไม่แม่นยำเท่าบริเวณปากหรือทวารหนัก

การเกิดไข้หรือภาวะไข้ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
1.ภาวะไข้สูงเกิน ( Hyperpyrexia ) คือ ภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่า 41.5 °C ( 106.7°F ) โดยที่จุดตั้งอุณหภูมิมีการเปลี่ยนแปลง เกิดเนื่องจากการติดเชื้อชนิดรุนแรง เช่น การมีเลือดออกในระบบประสาทสมองส่วนกลาง ( central nervous system hemorrhage ) เนื้องอกหรือการทำงานที่ผิดปกติของไฮโปธาลามัส ( Hypothalamus )ที่เรียกว่า “ hypothalamic หรือ central fever ” ซึ่งถ้าทำการตรวจแล้วยังไม่พบสาเหตุของอาการไข้ที่เกิดขึ้น ให้ทำการตรวจการทำงานของสมองส่วนของไฮโปธาลามัส ( Hypothalamus )
2.ภาวะตัวร้อนเกิน ( Hyperthermia ) คือ ภาวะที่ร่างกายมีความร้อนสูงขึ้นโดยที่จุดตั้งอุณหภูมิ ( Setpoint ) ที่สมองhypothalamusมีการเปลี่ยนแปลงไป ทำให้รอุณหภูมิของร่างกายเปลี่ยนแปลงนั่นเอง ซึ่งภาวะตัวร้อนเกินเกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนที่เกิดขึ้นในภายในร่างกายออกมาได้ทัน ร่วมกับการที่ร่างกายได้รับความร้อนจากการอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีความร้อนสูงเกินไปจึงทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างไม่สามารถทำการควบคุมได้ซึ่งภาวะตัวร้อนเกินไม่สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาลดไข้ ดังนั้นผู้ป่วยที่เกิดภาวะตัวร้อนเกิน ( Hyperthermia )จะต้องทำการรักษาด้วยการทำการลดความร้อนภายในร่างกายให้เร็วที่สุด เพราะว่าถ้าผู้ป่วยอยู่ในภาวะตัวร้อนเกิน ( Hyperthermia ) อาจจะทำให้เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

สล็อตออนไลน์

การลดไข้ที่ดีควรทำทั้งสองวิธีร่วมกัน คือ ต้องรับประทานยาเพื่อลดไข้ควบคู่กับการลดไข้ทางกายภาพ

สาเหตุของการเกิดภาวะตัวร้อนเกิน ( Hyperthermia )
1.สารไพโรเจน ( Pyrogens ) คือ สารที่ทำการกระตุ้นให้เกิดไข้หรือสารก่อไข้ ( pyrogen ) เป็นสารพิษจากแบคทีเรีย จัดเป็นสารก่อไข้ชนิด Exogenous Pyrogens คือ สารก่อไข้ที่ร่างกายได้รับจากภายนอกหรือสิ่งแวดล้อม โดยแบคทีเรียจะทำการหลั่งสารไพโรเจน ( Pyrogen ) ออกมา เมื่อร่างกายได้รับ สารนี้จะเข้าไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างเอนโดจีนัสไพโรเจน ( Endogenous Pyrogen )ทำให้สมองส่วนไฮโปทาลามัสทำการส่งสัญญาณไปยังศูนย์ควบคุมอุณหภูมิเพื่อให้ระบบการทำงานภายในร่างกายเกิดการทำงานมากขึ้น จึงส่งผลให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น ตัวอย่างของ Exogenous Pyrogensเช่น ไลโปโพลีแซ็กคาไรด์ ( lipopolysaccharide; LPS ) ซูเปอร์แอนติเจน ( superantigens ) เป็นต้น

2.ไซโตไคน์ ( Cytokines ) คือ สารก่อไข้ที่อยู่ภายในร่างกาย สารก่อไข้ชนิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายที่มีมาตั้งแต่กำเนิดโดยไซโตไคน์จะถูกสร้างขึ้นมาจากเซลล์กลืนกิน ( phagocytic cells ) ที่ได้รับการกระตุ้นจะเข้าไปเพิ่มอุณหภูมิจุดควบคุมอุณหภูมิในส่วนของสมองส่วนไฮโปทาลามัสให้สูงขึ้นตัวอย่างของไซโตไคน์ เช่น อินเตอร์ลิวคิน(interleukin ( IL-1 ),ทูเมอร์เนโครซิสแฟคเตอร์ ( tumor necrosis factor ( TNF ) ), ciliary neurotopic factor ( CNTF ) และinterferon ( IFN ) – α เป็นต้น

jumboslot

โดยเมื่อร่างกายมีไข้เนื่องจากprostaglandin E₂ ( PGE₂ )ที่เกิดขึ้นในบริเวณเนื้อเยื่อhypothalamuxและthird ventricle จะมีอุณหภูมิสูงขึ้น โดยเฉพาะที่บริเวณหลอดเลือดรอบโพรงสมอง ( Vntricle ) ( organum vasculosum of lamina terminalis ) เมื่อเนื้อเยื้อและหลอดเลือดที่บริเวณโพรงสมองถูกทำลาย จึงทำให้ pyrogens กระตุ้นจนเกิดเป็นไข้ โดยการที่ pyrogens ทำการกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยากับเอนโดทีเลียม ( Endothelium ) ของหลอดเลือดฝอย ทำให้จุดตั้งอุณหภูมิ ( setpoint ) ที่ hypothalamusมีการเปลี่ยนแปลงสูงขึ้น ทำให้ hypothalamus ทำการเพิ่มความร้อนให้กับร่างกายและลดการสูญเสียความร้อนลง จึงทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นและเป็นไข้หรือกรณีที่เซลล์ประสาททำการสร้าง IL-1 TNF- αและIL-6 ขึ้นมาเอง โดยไม่ผ่านระบบไหลเวียน ก็สามารถทำให้จุดตั้งอุณหภูมิ ( setpoint ) ที่ hypothalamus เกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่สูงขึ้นได้เช่นเดียวกัน ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อหรือการมีเลือดออกในสมองนั่นเอง

การมีไข้มีทั้งข้อดีและข้อเสียรวมอยู่ด้วยกัน แต่พบว่าการเป็นไข้สามารถช่วยเพื่อความต้านทานและช่วยต่อต้านการติดเชื้อ จากการศึกษาพบว่าสัตว์หลายชนิดทำการต่อต้านการติดเชื้อด้วยการเพิ่มอุณหภูมิของร่างกายให้สูงขึ้น และเมื่อทำการศึกษาในสัตว์เลื้อยคลานยังพบอีกว่าสัตว์ที่มีอุณหภูมิร่างกายสูง มีอัตราการรอดชีวิตสูงขึ้นอีกด้วย จึงมีการสรุปได้ว่าการมีไข้สามารถช่วยลดการติดเชื้อได้ ถึงแม้ว่าการเป็นไข้จะสามารถช่วยลดการติดเชื้อได้ แต่เมื่อมีไข้เกิดขึ้นก็ถือว่าร่างกายเกิดความผิดปกติ ซึ่งไม่เป็นผลดีอย่างแน่นอน จึงต้องทำการรักษาไข้เพื่อปรับสภาพร่างกายให้เข้าสู่สภาวะปกติ ซึ่งการรักษาไข้ ( Antipyretic Therapy ) โดยเฉพาะผู้ที่มีไข้สูงหรือมีอุณหภูมิสูงกว่า 41°C นานเกินกว่า 4 ชั่วโมงจัดว่าเป็นอันตรายต่อร่างกายได้

[NPC5]
แนวทางการรักษาไข้ผู้ป่วยที่มีภาวะตัวร้อนเกิน ( Hyperthermia )
ผู้ป่วยที่มีภาวะตัวร้อนเกิน ( Hyperthermia ) จะมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตได้ในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำการลดอุณหภูมิของร่างกายอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอายุอยู่ในช่วง 3 เดือนถึง 5 ปี ร้อยละ 14 ของผู้ป่วยที่มีภาวะตัวร้อนเกินมีความเสี่ยงที่จะเกิดการชักระหว่างที่มี อาการไข้ สูง ( febrile convulsion ) และผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวหรือโรคปอดเมื่อมีไข้กระบวนการเมตาบอลิซึมในร่างกายจะเกิดขึ้นสูงมาก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นไข้แบบไม่มีอาการหนาวสั้นจะยิ่งทำให้มีการเพิ่มขึ้นของการใช้ออกซิเจน ( Oxygen Consumption, VO2 )การหายใจปริมาณลมหายใจออกทั้งหมดใน 1 นาที ( respiratory minute volume ) และsympathetic tone ดังนั้นการลดไข้ในผู้ป่วยจึงมีความจำเป็นสูงมาก

About Post Author

macandnellisws

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
Previous post การประเมินผลอาการใจสั่น
Next post วิธีการลดอาการไข้