การจัดการกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง

0 0
Read Time:10 Minute, 13 Second

ผลการคัดกรองกลุ่มเป้าหมาย
จากผลการดำเนินการของการคัดกรองนี้ ทำให้มีความครอบคลุมเป้าหมายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 91.51 มากกว่าปีที่ผ่านมาซึ่งคัดกรองได้เพียงร้อยละ 49.5 เท่านั้น ซึ่งก็เป็นผลมาจากการจัดสรรในภาพของหน่วยคู่สัญญาของบริการระดับปฐมภูมิสถานบริการคู่สัญญา ( CUP ) ที่ได้ให้การสนับสนุนแถมตรวจระดับน้ำตาลในเลือด รวมไปถึงการตัดสินใจคัดกรองผู้ป่วยตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเจ้าหน้าที่พยาบาลไม่ได้รับการประสานเงินสนับสนุนจากงบประมาณจากกองทุนตำบลร่วมด้วย เพราะโรงพยาบาลทั่วไปนั้นไม่ได้ให้การสนับสนุนในส่วนนี้ และนี่คือแนวทางที่สำคัญในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่พยาบาลในปัจจุบันนี้

เครดิตฟรี

การออกกำลังกายระดับปานกลาง หรือการเต้นแอโรบิค มีผลทำให้สุขภาพดีขึ้นได้จริง จึงมีการสนับสนุนให้มีการคัดเลือกแกนนำสำหรับนำออกกำลังกาย รวมไปถึงการจัดหาสถานที่สำหรับการเต้นแอโรบิค โดยใช้จุดนี้เป็นหลักประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านมาออกกำลังกายเพิ่มขึน
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างของกลุ่มเสี่ยง โดยเน้นไปที่เรื่องของการสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ขึ้นมาแทน แล้วให้มีการแจ้งผลตอบรับกลับคืนมา แต่อ่างไรก็ตาม เรื่องของการวัดผลที่ถูกต้อง ยังเป็นสิ่งที่ต้องขบคิดกันต่อไปจนกว่าจะหามาตรฐานที่ตรงกันได้
สามารถคัดกรองกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าร้อยละ 95 จากการดำเนินการของ อสม.
กลุ่มเสี่ยงหรือผู้ป่วยใหม่ ได้รับการรักษาหรือคำแนะนำทันทีที่ไปพบแพทย์ ซึ่งก็เป็นไปตามทิศทางที่ได้กำหนดเอาไว้
บทบาทและหน้าที่ของพยาบาลชุมชน หรือการทำงานในสถานบริการระดับปฐมเป้าหมายหลักก็คือการดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดโรคมากกว่าการมารักษาโรค การทำให้คนในชุมชนตระหนักถึงการดูแลสุขภาพของตัวเอง

การจัดการกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง
ในแต่ละชุมชน มีผู้ป่วยเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นพยาบาลจึงวรมีการจัดการให้ผู้ป่วยได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องต่าง ๆ กัน บางคนที่ไม่สะดวกจะเดินทางไปโรงพยาบาลในเมือง ก็ต้องประสานงานในเครือข่ายเพื่อให้เข้ารับการรักษาตัวที่ รพ.สต. ได้ และต้องเน้นในเรื่องของวิชาชีพและมาตรฐานในการรักษา รวมไปถึงการขึ้นทะเบียนของผู้ป่วยที่เป็นไปตามความเหมาะสม

สล็อต

การดูแลผู้ป่วยที่มาเข้ารับการรักษาที่คลินิคนั้น ไม่ได้เน้นที่เรื่องของแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของการใช้ความรู้ทางคลินิค และยาที่มีประสิทธิภาพสูงพอที่จะทำให้ผู้ป่วยหายจากอาการเจ็บป่วยได้ และเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการได้รับบริการทางการแพทย์ทุกครั้งเมื่อจำเป็น ก็ควรจัดให้มีช่องทางที่ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอคลินิคเปิดทำการ อย่างเช้น “ บริการ Call Center ปรึกษาสุขภาพ ตลอด 24 ชั่วโมง ” เพื่อให้ผู้ป่วยได้ทำการปรึกษาหรือทราบอาการของตัวเองเบื้องต้นก่อน โดยเน้นไปที่การซักประวัติ การคัดกรองและการตรวจร่างกายที่มีความสมบูรณ์มากที่สุด เพื่อที่จะได้ประเมินถึงภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยต่อไป
การคัดกรองผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนจะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็คือต้องวางเป้าหมายให้ชัดเจนก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเป้าหมายของเราไม่ใช่แค่ผู้ป่วยเรื้อรังที่มารับยาในคลินิค รพ.สต.เท่านั้น แต่รวมไปถึงผู้ป่วยทั้งหมดในชุมชน เพราะฉะนั้นในขั้นตอนนี้จึงต้องเน้นย้ำและฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ อสม.อยู่เสมอว่า ต้องแจ้งทันทีที่มีผู้ป่วยขึ้นทะเบียนใหม่จากทุกโรงพยาบาลหรือคลินิก และควรเปิดช่องทางให้ผู้ป่วยสามารถแจ้งอาการได้โดยตรง แต่กว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้ รพ.สต.ก็จะต้องสร้างความไว้วางใจให้กับประชาชนในพื้นที่ระดับหนึ่งว่า การให้ข้อมูลจะถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริงและไว้วางใจได้ รพ.สต. โดยข้อมูลที่จะต้องได้รับนั้น ก็คือ ผู้ป่วยเคยไปรักษาที่ไหนแล้วบ้าง เคยตรวจคัดกรองอะไรไปแล้วบ้าง และอะไรคืออุปสรรคที่ทำให้ไม่ได้รับการดูแลบ้าง

จึงถือว่าเป็นกลยุทธ์ใหม่ที่มีความท้าทายเป็นอย่างยิ่งในการเก็บข้อมูลที่สำคัญให้ครบ เพราะยังมีผู้ป่วยอีกจำนวนมากที่ไม่ได้ทำการรักษาตัวอย่างต่อเนื่อง ควรมีการวางแผนในเรื่องของการดูแลผู้ป่วยส่วนบุคคล และแผนระยะยาวสำหรับเรื่องนี้ มีกรณีหนึ่งที่น่าสนใจ คือในส่วนของการตรวจเลือดประจำปีในครั้งอดีตนั้น เมื่อพยาบาลประจำคลินิกได้เสนอแนะให้ผู้ป่วยเดินทางไปเจาะเลือดที่โรงพยาบาล ก็มีผู้ป่วยที่ทำตามเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น เพราะผู้ป่วยรู้สึกถึงความลำบากในการเดินทาง บางก็ตัดใจไม่ทำเพราะไม่สะดวกและไม่เห็นความสำคัญ แต่เมื่อมีการเจาะเลือดที่ รพ.สต.แล้วนำส่งไปตรวจที่โรงพยาบาล ก็พบว่ามีผู้ที่เต็มใขจปฏฺบัติสูงถึงร้อยละ 90 ในส่วนของการตรวจเท้า ที่แต่เดิมตรวจได้น้อย เพราะผู้ป่วยไม่แน่ใจว่าตรวจแล้วจะมีผลกระทบอะไรบ้าง แต่เมื่อมีการเข้ามาของพยาบาลที่ได้รับการฝึกอบรม พร้อมกับการขอความร่วมมือ ก็พบว่าผู้ป่วยได้เข้าถึงการตรวจเท้าเพิ่มขึ้นเป็นที่น่าพึงพอใจ

สล็อตออนไลน์

สำหรับเรื่องของการตรวจจอประสาทตา เป็นการตรวจที่จัดขึ้นเพียง 1 ครั้งต่อปี เมื่อผู้ป่วยรู้ว่าต้องเดินทางไปตรวจถึงโณงพยาบาล ก็ทำให้เกิดการปฏิเสธเช่นเดียวกับปัญหาของการเจาะเลือดที่เกิดขึ้น พยาบาลและเจ้าหน้าที่จึงต้องทำการประสานกับ อบต.เพื่อขอให้มีรถรับส่งผู้ป่วยไปทำการตรวจจอประสาทตาฟรี ไม่คิดค่าบริการ จึงทำให้มีผลที่น่าพึงพอใจมากขึ้น เนื่องจากโรงพยาบาลไม่มีงบสนับสนุนในส่วนนี้ และยังมีเรื่องของการกำหนดเกณฑ์การจัดลำดับการตรวจ คือ กลุ่มเสี่ยงสูงจะได้ตรวจก่อนกลุ่มเสี่ยงต่ำ เช่น กลุ่มที่มีภาวะ Metaboilc Syndrome CVD risk และมีภาวะ Isolate HT เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่พอจะทำได้ก็คือ การให้แพทย์หมุนเวียนไปทุก รพ.สต. เพื่อให้ผู้ป่วยได้พบแพทย์ ปีละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย และนอกจากนี้ก็ควรมีการประสานงานกับทันตแพทย์เพื่อทำการตรวจช่องปาก ประสานงานกับแพทย์ทางด้านระบบประสาทเพื่อประเมินความเครียดของผู้ป่วยที่มีต่อการใช้ชีวิต ก็จะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ

ส่วนเรื่องของการเยี่ยมบ้าน มีการใช้กลยุทธ์เพื่อดึงศักยภาพของคนในชุมชนออกมาให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยยึดตามแนวทางของ Chronic Model ฉบับปรับปรุงใหม่ ที่จะเน้นการประเมินในเรื่องของต้นทุนการเจ็บป่วยของคนในชุมชน การควบคุมโรคของคนในชุมชนและอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

การบันทึกข้อมูลของผู้ป่วยเพื่อให้สะดวกต่อการค้นหา เช่น การจัดทำชุดข้อมูลผู้ป่วย หรือการขึ้นทะเบียนต่าง ๆ จะเป็นการจัดทำใน Microsoft Excel และในส่วนของการบันทึกในฐานข้อมูลของสถานบริการ ( JHCIS ) ที่จะต้องมีการเชื่อมต่อระหว่างฐานข้อมูล JHCIS และฐานข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ ( GIS JHCIS ) ก็จะเป็นการใช้โค้ดผ่านโปรแกรม MySQL Query Browser ระบบภายในและภายนอกสามารถเชื่อมโยงข้อมูลถึงกันได้ผ่าน Lan และ Wireless ซึ่งจะมีประโยชน์ในเรื่องของการใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่างแพทย์และเจ้าหน้าที่ผู้ทำการรักษา ร่วมกับผู้ป่วยในบางกรณี เช่น การตรวจดูประวัติการรักษา การตรวจดูปัญหาการคัดกรอง ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนในการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้ นอกจากนี้ยังสามารถแยกแยะผู้ป่วยตามความเสี่ยง เพื่อที่จะได้วางแผนป้องกันไม่ให้เกิดโรคขึ้น หรือชะลอการเกิดให้ช้าลง และยังช่วยเตือนผู้ป่วยได้ว่าถึงเวลาที่จะต้องทำอะไรแล้วบ้าง เช่น การแจ้งเตือนว่าถึงเวลาเจาะดูน้ำตาลและเลือดแล้ว เป็นต้น

jumboslot

โรคเบาหวานและโรคความดันหลอดเลือดสูงนั้น ถือว่ามีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีโอกาสที่จะนำไปสู่การเป็นโรคแทรกซ้อนได้อีกหลาย ๆ โรค ซึ่งก็มีผลกระทบต่อครอบครัวในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ และปัญหาอื่น ๆ รวมไปถึงการส่งผลกระทบต่อรัฐอีกด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่พยาบาลและแพทย์พึงทำก็คือการป้องกันไม่ให้โรคนี้เกิดขึ้น หรือชะลอการเกิดให้ช้าลงที่สุดนั่นเอง

บทบาทและหน้าที่ของพยาบาลชุมชน หรือการทำงานในสถานบริการระดับปฐมเป้าหมายหลักก็คือการดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดโรคมากกว่าการมารักษาโรค การทำให้คนในชุมชนตระหนักถึงการดูแลสุขภาพของตัวเอง เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าเป็นงานที่หลากหลายและต้องบูรณาการหลายด้านพอสมควร และด้วยความที่พยาบาลแต่ละคน มีประชาชนให้ดูแลในจำนวนไม่เท่ากัน จึงไม่มีมาตรฐานใด ๆ มากำหนดได้ทั้งสิ้น ต้องออกแบบแผนให้เหมาะสมกับบริบทและพื้นที่ที่ดูแล และปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดต่อไป

สถานการณ์การจัดการผู้ป่วยเบาหวานรายกรณีและความดันโลหิตสูงในชุมชน
จากรายงานการสัมภาษณ์และจากการสนทนากับกลุ่มเจ้าหน้าที่พยาบาลในรายละเอียดที่ลงลึกกว่าปกติ เกี่ยวกับปฏิบัติงานในสถานบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ เกี่ยวกับการจัดบริการดูแลผู้ป่วยเบาหวานเรื้อรังและผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง พบว่าในรพ.สต. หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันดีในนาม “ อนามัย ” โดยรัฐบาลได้ระบุผู้ที่จะต้องให้การบริการ ด้านสุขภาพแก่ประชาชนใน รพ.สต. คือ หัวหน้าสถานีอนามัย นักวิชาการสาธารณสุข พยาบาลวิชาชีพ เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น แต่ละ รพ.สต. กลับมีบุคลากรแค่เพียง 3-4 คนเท่านั้น และที่ขาดแคลนเป็นอย่างมากก็คือ พยาบาลวิชาชีพ หาก รพ.สต.ไหนมีพยาบาลประจำอยู่ ก็จะเป็นแค่พยาบาลเทคนิคที่มาฝึกงาน ทั้งที่ตามบทบาทและหน้าที่ของพยาบาลที่ปฏิบัติงานใน รพ.สต. จะต้องปฏิบัติหน้าที่ 3 ลักษณะ คือ งานฟื้นฟูสภาพ การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคและการบริการสุขภาพ และในทางปฏิบัติพยาบาลจะต้องทำหน้าที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณะสุขในการให้บริการการตรวจรักษาทั้งผู้ป่วยเรื้อรังและผู้ป่วยปัญหาสุขภาพทั่วไป

การให้บริการที่ชุมชน
การให้บริการที่ชุมชน : โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล

  1. ปัญหาปัจจุบัน

[NPC5]
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ( รพ.สต. ) จำนวนร้อยละ 50 ของทั้งหมด มีพยาบาลประจำในการปฏฺบัติงานเพียงคนเดียวเท่านั้น และจะต้องทำหน้าที่ดูแลมากกว่า 3 หมู่บ้านคิดเป็นประชากรมากกว่า 2,000-5,000 คน จึงทำให้การดูแลเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง รวมทั้งเรื่องของระบบต่าง ๆ โดยเฉพาะกับผู้ป่วยเรื้อรังที่มารับยาเป็นครั้ง ๆ แล้วไม่ได้ทำการจดบันทึกไว้ จึงทำให้การรักษาไม่แน่นอน ไม่มีข้อมูลการให้บริการผู้ป่วยเรื้อรังที่ชัดเจน ถึงแม้ว่า รพ.สต.บางแห่งจะมีการจดทับทึกและทำแฟ้มข้อมูลผู้ป่วยเบาหวานเรื้อรังและผู้ป่วยความดันโลหิตสูงหลายราย แต่ก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อะไร รวมทั้งไม่สามารถติดตามผลการรักษาได้เนื่องจากบุคลากรไม่เพียงพอต่อการทำหน้าที่นี้

  1. ผู้ป่วยอยู่ที่ไหนบ้าง

1) ปกติแล้ว ผู้ป่วยมักจะเลือกไปทำการรักษาโรคที่ตัวเองเป็นอยู่ตามความพึงพอใจส่วนบุคคล เช่น ที่โรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลเอกชน คลินิกแพทย์ ซึ่งก็เป็นไปตามกรได้รับข้อมูลจากคนใกล้ชิดในลักษณะปากต่อปากถึงความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เรื่องของความสะดวกรวดเร็ว รวมไปถึงการได้รับบริการที่ดี เจ้าหน้าที่เป็นมิตรและพูดจาสุภาพ โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะไปพบแพทย์เองเมื่อถึงเวลาที่ยาทานหมด หรือเมื่อเกิดความผิดปกติใด ๆ กับร่างกายขึ้น ไม่ได้อิงตามใบนัดของแพทย์แต่อย่างใด

2) ส่วนผู้ป่วยที่มารับยาที่ รพ.สต. ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะเป็นกลุ่มที่ได้รับการส่งต่อมาจากโรงพยาบาลใหญ่เพื่อให้มารับยารักษาต่อเนื่องโดยเน้นในเรื่องของความสะดวกในการเดินทางมากที่สุด ผู้ป่วยจะต้องนำใบส่งตัว หรือที่เรียกกันว่าใบ refer กลับบ้านพร้อมกับสมุดนัดหมายการไปรับ ซึ่งจะมีข้อมูลสั้นๆ ที่สำคัญ ได้แก่ วันนัดหมาย ยาที่แพทย์สั่ง ระดับความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด น้ำหนักของผู้ป่วย เพราะรพ.สต.จะต้องใช้ข้อมูลส่วนนี้เพิ่มเติมในการจ่ายยา แต่ถึงกระนั้น ปัญหาที่พบมากก็คือ ข้อมูลการรักษายังไม่ครบถ้วนเพียงพอ โดยเฉพาะในโรงพยาบาลชุมชนที่มีแพทย์จบใหม่มาประจำ ก็เป็นไปได้ที่แพทย์เหล่านี้จะยังขาดประสบการณ์ต่าง ๆ เช่น ข้อมูลการตรวจจากห้องแล็บ การตรวจร่างกายที่อาจจะยังมีข้อผิดพลาดอยู่ เป็นต้น

3) ยังมีผู้ป่วยที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยอีกกลุ่มหนึ่ง โดยที่กลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะเป็นทั้งโรคเบาหวานเรื้อรังและโรคความดันโลหิตสูง แต่ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะไม่รู้มาก่อนเลยว่าตัวเองป่วยเป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง แต่จะมารู้ตัวก็เมื่อมีอาการผิดปกติ หรือมีอาการรุนแรงแล้ว กับอีกกรณีหนึ่งที่จะพบก็คือเมื่อมีการรณรงค์ให้ตรวจคัดกรองความเสี่ยง เมื่อเจอ แพทย์ก็มักจะแนะนำให้ทำการรักษาด้วยตัวเอง เช่น งดกินของหวาน ของมัน พักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น

About Post Author

macandnellisws

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
Previous post การดูแลผู้ป่วยที่บ้าน
Next post การดูแลผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตอย่างใกล้ชิด