การดูแลผู้ป่วยที่บ้าน

0 0
Read Time:9 Minute, 2 Second

เพราะไม่มีความชัดเจน และไม่มีข้อมูลใด ๆ ของรพ.สต.เกี่ยวกับผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงทั้งสิ้น ที่ผ่านมาจึงเป็นลักษณะการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยเรื้อรัง ซึ่งมี 2 ลักษณะคือ

เครดิตฟรี

1.อสม. เป็นผู้ดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่บ้าน

รพ.สต. หลายแห่งได้ทำการอบรมให้ อสม. เป็นผู้ดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่บ้าน โดยจะได้รับค่าตอบแทนมาน้อยแตกต่างกันไป แต่ทั้งนี้ อสม.จะจะต้องผ่านการอบรมในการวัดความดันโลหิตสูง การเจาะเลือดปลายนิ้ว การชั่งน้ำหนัก และวัดส่วนสูงเสียก่อน และเมื่อผ่านการอบรมแล้ว อสม.จะต้องรายงานการเยี่ยมบ้าน ซึ่งก็คือการประเมินอาการของผู้ป่วยในสายตาของอสม. เอง ว่าผู้ป่วยสามารถดำรงชีพได้ตัวเองหรือไม่ มีอาการรุนแรงมากน้อยเพียงใด ไม่ได้หมายถึงให้ไปวัดความดัน เจาะปลายนิ้วทุกครั้งอย่างที่เข้าใจ

2.เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยเป็นผู้ดูแล

แต่ถ้าหากมีพยาบาลวิชาชีพประจำอยู่ที่ รพ.สต. ลักษณะของการเยี่ยมบ้านจะเลือกเป็นกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เพราะฉะนั้นจึงเน้นในเรื่องของการบริการทางการแพทย์เสียเป็นส่วนใหญ่ เช่น การรักษาแผลเบาหวาน การเปลี่ยนสายสวนปัสสาวะ การเปลี่ยนสายอาหาร เป็นต้น แต่ถ้าหากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมาก ก็จะมีการส่งตัวมารับการรักษาที่ รพ.สต.ทันที

4.บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการจัดการผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิต

โดยทั่วไปแล้ว ลักษณะของการจัดการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังในชุมชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เกือบทุกแห่งมักจะเน้นไปที่เรื่องของการจัดสวัสดิการมากกว่าการดูแลผู้ป่วยโดยตรง เช่น การจัดให้มีกลุ่ม อสม.เป็นผู้ไปดูแลหรือเยี่ยมเยือนผู้ป่วยโดยมีค่าตอบแทนเป็นเงินให้ และสำหรับผู้ป่วยที่มีรายได้น้อย ดูแลตัวเองไม่ได้เลย ก็จะได้รับสวัสดิการพิเศษ ที่จะมาในรูปของเงินกองทุน การซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้ดีขึ้น รวมไปถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่ในปัจจุบันพบว่าอปท.หลายแห่งได้มีการริเริ่มคัดกรองผู้ป่วยเรื้อรังบ้างแล้ว โดยเฉพาะโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง โดยกำหนดให้สถานีอนามัยหรือ รพ.สต.เป็นผู้ดูแลโดยตรง ส่วนเรื่องงบประมาณ ก็จะใช้เงินอุดหนุนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในขณะเดียวกัน ก็มีอปท.หลายแห่ง ที่ได้จัดซื้อชุดบริการสุขภาพจากโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน เพื่อมาใช้คัดกรองผู้ป่วยภายในชุมชนแล้ว

สถานบริการสุขภาพระดับพื้นฐาน ที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ภายหลังที่สถานบริการสุขภาพระบบปฐมภูมิ ได้แก่ รพ.สต. และ PCU มีการระบุให้มีพยาบาลวิชาชีพประจำอย่างน้อย 1 คนเพื่อทำการปฏิบัติงานต่าง ๆ สถานการณ์ของการจัดการโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ก็เริ่มเป็นไปในทิศ ทางที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยพยาบาลวิชาชีพเหล่านี้ ต้องผ่านการอบรมหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาเวชปฏิบัติทั่วไป (การรักษาโรคเบื้องต้น) มาก่อน เพื่อที่จะได้บริการผู้ป่วยเรื้อรังได้อย่างเหมาะสม ซึ่งตัวอย่างของสถานบริการระดับปฐมภูมิที่มีการจัดการบริการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่ดีนั้น มีรายละเอียด คือ

สล็อต

ตัวอย่างการวิเคราะห์สถานบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ : โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแห่งหนึ่งในภาคเหนือ

ขอบเขตการให้บริการ
ศูนย์สุขภาพชุมชนบ้านห้วยตอง ให้บริการประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ 3 หมู่บ้าน จำนวน 5,493 คน มีจำนวนประชากรที่ อายุ 15 ปี ขึ้นไป จำนวน 4,194 คน และเป็นประชากรที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไปจำนวน 2,278 คน

การคัดกรองกลุ่มเสี่ยง
ประชากรอายุ 15 ปี ขึ้นไป จำนวน 4,194 คน ได้รับการคัดกรองความเสี่ยง 2,182 คน (52.03%) โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงยังไม่ปรากฎอาการขึ้นในช่วงการเจ็บป่วยระยะแรก ๆ เพราะฉะนั้นเรื่องของการคัดกรองจึงมีความสำคัญมาก ซึ่งการคัดกรองผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง จะมีการดำเนินงานปีละครั้ง โดยใช้แนวทางในการคัดกรอง คือ

การประเมินภาวะแทรกซ้อน
ผู้ป่วยใหม่ทุกรายที่ผ่านการคัดกรองระยะแรก จะต้องเข้ารับการประเมิน Lipid profile และ renal function ส่วนผู้ป่วยเบาหวานจะได้รับการยืนยันด้วยการตรวจ HbA1C ก่อนว่ามีอาการของโรคจริง ๆ หรือไม่ โดยจะมีพยาบาลวิชาชีพเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด จากนั้นจึงมีการประเมินภาวะแทรกซ้อนของโรคร่วมไปกับผู้เก่าเลยเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา โดยรายละเอยดการตรวจก็คือ การตรวจตา ( การอ่าน film เพื่อประเมินจอประสาทตา และประเมิน VA ) การประเมินเท้า และการตรวจประสาทความรู้สึกด้วยโมโนฟิลาเมนท์ ซึ่งการประเมินตาและเท้านั้น พยาบาลจะได้รับการอบรมจากแพทย์เฉพาะทาง เพราะหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมาก็อาจส่งผลเสียต่อผู้ป่วยได้

การเยี่ยมบ้าน
ปัจจุบันนี้ การเยี่ยมบ้านถือเป็นภาระหน้าที่ของเจ้าหน้าทุกคนที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีการแบ่งเจ้าหน้าที่ออกเป็น 1 คนต่อ 1 หมู่บ้าน โดยทั่วไปแล้วประกอบด้วย พยาบาล 2 คน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข 2 คน และ อสม.ที่รับผิดชอบในพื้นที่ของแต่ละหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่ทุกคนจะมีแผนการเยี่ยมบ้านทุกวัน เวลาที่นิยมไปเยี่ยมก็คือช่วงบ่าย อย่างน้อยภายใน 1 เดือนจะต้องเยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดกัน 3 สัปดาห์

สล็อตออนไลน์

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
สำหรับผู้ที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เจ้าหน้าที่พยาบาลร่วมกับ อสมก็มักจะจัดโครงการหรือกิจกรรมให้ความรู้เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังมีการจัดค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นเวลา 1 วัน โดยอาจจะเน้นเรื่องของการดูแลตัวเอง พักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น และยังมีในเรื่องของการดูแลตัวเองเมื่ออยู่ที่บ้าน โดยจะเป็นการแจกคู่มือประจำตัวผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยได้บันทึกพฤติกรรมและความผิดปกติของตนเองในสมุดบันทึก เพื่อให้สะดวกต่อเจ้าหน้าที่ที่จะต้องการข้อมูลไปใช้เพื่อกทำการรักษาให้อย่างหายขาดได้ต่อไป จัดกิจกรรมกลุ่ม กลุ่มละ10-15 คนเพื่อให้ผู้ป่วยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การดูแลตนเอง เพื่อที่จะได้เป็นแรงบันดาลใจในการต้อสู้กับโรคร้ายต่อไป

ยังมีเรื่องของการอบรมและพัฒนาความสามารถของเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการและทีม อสม.โดยจัดให้มีการเข้าร่วมประชุมดูแลผู้ป่วยเบาหวานจากโรงพยาบาล รวมไปถึงการจัดกิจกรรมแบบกกลุ่มเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเอง ประชุมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาอสมช.( อาสาสมัครผู้เชี่ยวชาญ ) ให้มีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันตัวเองไม่ให้เป็นโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งจะใช้เพียง 2 ปี และในการประชุมเชิงประฏิบัติการการฝึกทักษะการตรวจเท้า การตรวจฟัน การตรวจคัดกรองอัมพฤกษ์แก่ผู้ป่วยเบาหวาน-ความดันโลหิตสูง และจัดทำแนวทางคัดกรองสุขภาพให้แก่ อสม. แล้วก็จะได้รับประกาศนียบัตรอบรม

ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เรื่องของเงินทุนสนับสนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ สำหรับการดูแลรักษาผู้ป่วย ควรจัดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพในชุมชน เพื่อป้องกันการเกิดโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง เช่น การปลูกผักปลอดสารพิษสำหรับทานเอง หรือปลูกขาย การออกกำลังกายวันละ 30 นาทีเมื่อมีเวลา ซึ่งในส่วนนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ก็จะเป็นผู้จัดการเรื่องของสถานที่และอุปกรณ์ในการออกกำลังกายเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนมากที่สุด อีกส่วนหนึ่งก็เอาไว้สำหรับให้อสม.ออกเยี่ยมผู้ป่วยเรือรั้งไม่สามารถช่วยตัวเองได้

การตรวจรักษาโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง
ปัจจุบันนี้ รพ.สต. ได้เริ่มให้บริการตรวจและรักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดเรื้อรังและและความดันโลหิตสูง เดือนละ 2 ครั้ง ก็คือทุกวันอังคารที่ 2 และวันอังคารที่ 4 ของทุกเดือน

การดูแลระดับพื้นฐาน
บทบาทและหน้าที่ในการจัดการของเจ้าหน้าที่พยาบาลในชุมชน เป็นบทบาทที่แตกต่างกับบทบาทและหน้าที่ในการจัดการของเจ้าหน้าที่พยาบาลในโรงพยาบาลเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าทั้งสองบทบาทจะมีเป้าหมายที่ไม่แตกต่างกันมากนักคือ การรักษาหรือทำให้เกิดการชะลอตัวในการดำเนินของโรคมากยิ่งขึ้น และนี่คือแผนงานบางส่วนของเจ้าหน้าที่พยาบาลในชุมชน

jumboslot

การคัดกรองกลุ่มเป้าหมายผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง
ก่อนที่จะจัดการโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงให้ได้ผลและมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้น ต้องเริ่มจากการค้นหากลุ่มเสี่ยงให้พบเสียก่อน จากเดิมที่ให้ทำการคัดกรองผู้ป่วยที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ก็เปลี่ยนมาคัดกรองตั้งแต่อายุ 15 ปี ( ไม่จำเป็นต้องคัดทุกคน เลือกคัดเฉพาะคนที่มีปัจจัยเสี่ยงเท่านั้น เช่น เป็นโรคอ้วน วูบบ่อย มีประวัติทางพันธุกรรม เป็นต้น ) เพราะว่าไม่มีใครรู้ว่าในชุมชนแห่งหนึ่งนั้นจะมีผู้ป่วยและผู้ที่อยู้ในกลุ่มเสี่ยงมากน้อยเพียงไร สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือการคัดกรองผู้ป่วยให้ได้มากที่สุดในระยะเวลาที่ไม่นานจนเกินไป

ก่อนที่จะจัดการโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงให้ได้ผลและมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้น ต้องเริ่มจากการค้นหากลุ่มเสี่ยงให้พบเสียก่อน

ยกตัวอย่าง เช่น เป้าหมายคัดกรองในประชาชนกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไป ในปี 2555 มี 1,034 คน ทำให้วางแผนในการใช้เครือข่ายในชุมชน ได้แก่ อสม. มีสัดส่วนในการดูแลผู้ป่วยไม่มากจนเกินไป คือ อสม. 1 คน รับผิดชอบแค่ 10-11 ครัวเรือนเท่านั้น โดยเริ่มจาก

1) ให้ อสม.เป็นผู้คัดกรองผู้ป่วยตามที่ได้รับการอบรมมา แม้จะไม่สามารถหวังผลได้ 100% เต็ม แต่ในระยะเวลาไม่นานก็พอจะมองเห็นจำนวนผู้ป่วยเกือบทั้งหมดที่ได้จากการคัดกรอง
2) ควรมีการจัดการฐานข้อมูลรวมถึงการแบ่งกลุ่มให้ชัดเจน เพราะอสม.บางคนอาจจะไม่ได้คัดกรองกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด โดยการเรียก อสม.มาประชุมร่วมกัน แล้วกำหนดเขตที่ต้องการ เช่น เขต 1 คือประชาชนที่มีชื่ออยู่ในเขตและอาศัยอยู่ในเขต หรือ 2 ประชาชนมีชื่ออยู่ในเขต แต่อาศัยอยู่นอกเขต เป็นต้น

3) อสม.ทุกคน จะต้องผ่านการอบรมการเจาะเลือด และการวัดความดันโลหิต เพื่อให้ชาวบ้านเกิดความเชื่อถือและเต็มใจในการรับบริการ

[NPC5]
4) ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นนอกเหนือไปจากเรื่องของบุคลากรไม่พอแล้ว ยังมีเรื่องของค่าใช้จ่ายไม่เพียงพออีกด้วย ถ้าหากเป็นเช่นนี้ ก็ควรมีการขอรับบริจาคโดยกระตุ้นให้บระชาชนในหมู่บ้านตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพ เพื่อที่จะจัดซื้อเครื่องมือ 1 ชุด ที่ภายในประกอบด้วยเครื่องวัดความดันโลหิตดิจิตอล 1 เครื่อง เครื่องเจาะน้ำตาล 1 เครื่อง แถบน้ำตาล 1 กล่อง สายวัด 1 เส้น อสม.สามารถหิ้วไปพร้อมกับเครื่องชั่งน้ำหนักอีก 1 เครื่อง บรรจุมาในกล่องหูหิ้วที่ใครเห็นก็สะดุดตา

5) เมื่อได้ข้อมูลของผู้ป่วย ทั้งจาก อสม.และการตรวจเองที่ รพ.สต. พยาบาลควรมีการนัดหมายผู้ป่วยให้มาติดตามอาการเป็นประจำในวันจันทร์ของสัปดาห์ที่ 2 และ 3 ในแต่ละเดือน หากพบความผิดปกติ หรือมีอาการรุนแรงมากขึ้น ก็จะได้ส่งตัวไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลอื่นได้ แต่ถ้าหากไม่รุนแรง ก็ควรให้คำแนะนำและคำปรึกษาต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดูแลตัวเองของผู้ป่วยอยู่เสมอ

6) เมื่อมีการรวบรวมข้อมูลต่างๆ ได้มากพอสมควรแล้ว ก็ควรทีการเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้การเรียบเรียงข้อมูลง่ายขึ้น เช่น การใช้รหัส (Code) ที่เรียกว่า My SQL โดยให้เขียนโค้ดตามพื้นที่ของประชากรที่ต้องการ ก็จะง่ายต่อการติดตามของพยาบาลและแพทย์เป็นอย่างยิ่ง

About Post Author

macandnellisws

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
Previous post การดูแลผู้ป่วยเบาหวานรายบุคคลในชุมชน
Next post การจัดการกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง