การดูแลผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตอย่างใกล้ชิด

0 0
Read Time:13 Minute, 17 Second

ผู้ป่วย หรือผู้เข้ารับการรักษา คือ ผู้ที่รับบริการสุขภาพรูปแบบต่างๆ จากแพทย์ พยาบาลเวชปฏิบัติ ทันตแพทย์ หรือบุคลากรสาธารณสุขอื่น ๆ ซึ่งมีอาการป่วยจากโรคหรือการบาดเจ็บ และจำเป็นต้องได้รับการรักษา หรือปรึกษาเพื่อรับคำแนะนำ

เครดิตฟรี

กรณีที่ 1 การดูแลผู้ป่วยและการรักษามีความสมเหตุสมผลหรือไม่
ยกตัวอย่าง เช่น บุตรสาวของผู้ป่วยได้นำผู้ป่วยนั่งรถเข็นมายังคลินิก โดยอาการของผู้ป่วยในขณะนั้นไม่สนใจสิ่งแวดล้อมใดๆ ซึมจนเห็นได้ชัด ส่วนบุตรสาวก็ดูเหมือนกำลังอมทุกข์และเบื่อหน่ายเป็นอย่างมาก ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเพราะ เบื่อหน่ายที่จะต้องดูแลมารดานั่นเอง โดยทั้งนี้บุตรสาวก็ได้เล่าให้กับพยาบาลฟังว่า “แม่ของเธอมีอาการซึม ขาชา ขาชา ไม่ยอมกินข้าว มักจะคลื่นไส้ตลอด จากนั้นบุตรสาวก็เดินออกไปรอข้างนอก เมื่อเวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง จึงเดินกลับเข้าไปหาแม่ใหม่ และถามว่าแม่เป็นอย่างไรบ้าง พยาบาลก็ได้ตอบว่าผู้ป่วยจะต้องได้รับการตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง จากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงก็ได้พาผู้ป่วยไปเอ็กซเรย์สมอง ได้ผลว่าไม่พบความผิดปกติ จึงให้ผู้ป่วยอยู่ในห้องเพื่อสังเกตอาการก่อน และค่อยเจาะเลือดพรุ่งนี้เช้า จึงจะไปพบแพทย์ที่อายุรกรรมให้ตรวจอีกที

ในเช้าวันต่อมาบุตรสาวก็ได้พาแม่ไปเจาะเลือด ผลที่ได้คือแม่มีน้ำตาลต่ำ แพทย์จึงให้พาผู้ป่วยไปทานอาหารและหยุดทานยาเบาหวานแล้วค่อยมาพบพยาบาลที่คลินิกเบาหวานใหม่ บุตรสวจึงได้พาแม่ไปดื่มชาดำเย็น 1 ถุงและทานข้าว จากนั้นจึงไปเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับน้ำตาลอีกครั้งได้ผล DTX 60 mg/dl จึงให้แม่ทานน้ำหวานและกล้วยอีก 2 ใบ พร้อมกับส่งไปที่ห้องฉุกเฉินเพื่อตรวจซ้ำอีกครั้ง แต่ทั้งนี้บัตรสาวและผู้ป่วยก็ได้ต่อรองว่าจะไม่ไปที่ห้องฉุกเฉินอีก พยาบาลจึงต้องอธิบายว่า ยาลดน้ำตาลที่ผู้ป่วยทานไปก่อนหน้านี้ กว่าไตจะขับออกหมดก็ประมาณ 2 วัน หากตรวจอีกคืนนี้ก็จะพบว่าน้ำตาลต่ำอีก ทั้งคู่จึงได้กลับไปห้องฉุกเฉิน DTX=100mg/dl แพทย์ก็ให้กลับบ้านได้ โดยไม่ได้รักษาใดๆ เพิ่มเติม

กรณีที่ 2 กะกะเอา
ผู้หญิงมีอายุ 70 ปี ถูกส่งปรึกษามาจากหอผู้ป่วย มีรูปร่างผอมขาว โดยเมื่อมาถึงโรงพยาบาล ผู้ป่วยมีอาการซึม คลื่นไส้อาเจียน หายใจเร็วเหนื่อยง่าย โดยแรกรับพบว่า Blood sugar 890 mg/dl, ketone 8 mmol/l จึงคาดว่าผู้ป่วยน่าจะขาดยาอินซูลินมา จากนั้นจึงได้ทำการซักประวัติถึงการฉีดยาอินซูลินของผู้ป่วย พบว่าผู้ป่วยฉีดทุกวัน วันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าจะฉีด 24 ยูนิต ส่วนตอนเย็นฉีดอีก 12 ยูนิต จึงสรุปได้ว่าผู้ป่วยจะต้องได้รับการฉีดยาอินซูลินอย่างสม่ำเสมอจริง แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อผู้ป่วยฉีดอินซูลินอย่างต่อเนื่องแล้วทำไม น้ำตาลในเลือดจึงยังสูงขนาดนี้ ทั้งที่สาเหตุน่าจะมาจากการขาดอินซูลิน จากนั้นพยาบาลจึงถามต่อว่าตอนนี้ยาฉุดอินซูลินที่ได้รับเหลือกี่หลอด ผู้ป่วยตอบว่าเหลือ 5 หลอด ซึ่งเมื่อลองคำนวณดูแล้ว น่าจะเหลือไม่เกิน 1 หลอด จึงได้ทำการประเมินความคลาดเคลื่อนของการฉีดยาของผู้ป่วยต่อ โดยให้ผู้ป่วยสาธิตการฉีดให้ดู เริ่มตั้งแต่ดูดอินซูลิน โดยผู้ป่วยก็ได้เตรียมยาอินซูลินด้วยการเขย่าขวดกลับไปมา จากนั้นใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดจุกยาง พร้อมเสียบเข็มได้อย่างถูกต้อง แต่สังเกตพบว่าปริมาณยาที่ผู้ป่วยดูดออกมาจากขวด มีเพียง 5 ยูนิตเท่านั้น ซึ่ง
ผู้ป่วยก็ได้บอกแก่พยาบาลว่า “ มองไม่เห็นหน่วยตัวเลขที่กระบอกฉีดยา ทุกครั้งที่ฉีดก็เลยแค่กะกะเอา ”

สล็อต

กรณีที่ 3 ดูแลแบบองค์รวมหรือไม่
กรณีของเคสที่เป็นเคสซับซ้อนในหัวข้อ “ การดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวมนั้นมีหรือไม่? ” นี่เป็นเคสผู้ป่วยที่เป็นชายร่างอ้วน ผิวคล้ำ เป็นเคสที่เดินทางเข้ามาด้วยการนั่งรถเข็นเพียงคนเดียว เป็นเคสผู้ป่วยเก่าของทางโรงพยาบาลแห่งนี้โดยตรง ถูกส่งเข้ามารักษาตัวด้วยอาการเกิดบาดแผลที่เท้า ในขณะที่กำลังนั่งรอทำแผลนั้นผู้ป่วยก็จะมีการแสดงการเคาะโต้ะ คอยนั่งโยกไปมาเรื่อย ๆ จากประวัติการรักษาตัวล่าสุดก่อนหน้านี้ที่โรงพยาบาลแห่งนี้นั่นคือเมื่อห้าวันที่แล้วพบว่าผู้ป่วยมีประวัติป่วยเป็น NIDDM เป็น HYPERTENSION , Schizophreania และ Hyperlipidnia เคยมีประวัติรักษาตัวด้วยอาการที่หอบ เหนื่อยและได้ถูกวินิจฉัยว่าเป็น Congestive Heart Failure ซึ่งทั้งนี้ทางด้านของพยาบาลก็ได้ทำการซักถามเกี่ยวกับเรื่องของยาที่รับประทานพบว่าทางผู้ป่วยไม่มีการทานยาใด ๆ ไม่ได้รับยาประเภทใดกลับบ้านแต่เมื่อได้ทำการสอบถามกลับไปว่าเพราะเหตุใดถึงไม่ได้มีการรับยาทางผู้ป่วยกลับไม่มีการตอบคำถามใด ๆ กลับมาทั้งสิ้น เมื่อลองเข้าไปค้นประวัติที่เวชระเบียนกลับพบว่าผู้ป่วยมีประวัติได้รับยาที่ใช้สำหรับรักษาโรคเบาหวานไปเป็นที่เรียบร้อยรวมถึงยารักษาโรคความดันโลหิตสูงและยารักษาไขมันในเลือดสูงแต่ยังไม่ได้รับยารักษาโรค Schizophreania แต่อย่างใด เมื่อลองย้อนกลับไปสอบถามที่ส่วนของหอผู้ป่วยก็ได้รับคำตอบในเชิงประมาณว่าผู้ป่วยท่านนี้ไม่ได้มีความสมัครใจที่จะเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล มีความประสงค์ที่จะขอกลับบ้านเท่านั้นและไม่ว่าจะมีการอธิบายเหตุผลใดก็ตามก็จะขอกลับบ้านอย่างเดียว ทางทีมงานที่ทำการดูแลผู้ป่วยจึงต้องให้ทางผู้ป่วยทำการเซ็นลงนามว่าไม่สมัครใจที่จะเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลและนั่นจึงทำให้ทางผู้ป่วยได้กลับบ้านและไม่ได้รับการรักษาใด ๆ ต่อไป

กรณีที่ 4 หาเลข 8 ไม่เจอ
ในกรณีของเคสที่เป็นเคสในหัวข้อ “ เป็นการหาเลข 8 ไม่เจอ ” สำหรับในกรณีนี้เป็นเคสผู้ป่วยเพศหญิง อายุ 45 ปีเดินทางมาที่คลอนอกเบาหวานด้วยตนเองมาด้วยอาการที่ดูอ่อนเพลียและได้แจ้งกับทางพยาบาลว่าเมื่อช่วงสองวันก่อนมีความรู้สึกราวกับจะตายลงแล้วให้ได้ ฉีดยาครั้งใดราวกับจะขาดใจ รู้สึกหน้ามืดและไม่ค่อยจะมีแรง ทางพยาบาลนั้นอาการที่เป็นนั้นคืออาการ Hypoglycemia จึงได้ลองทำการซักทางผู้ป่วยอีกครั้งว่าก่อนที่จะทำการฉีดอินซูลินนั้นฉีดก่อนที่จะรับประทานอาหารเป็นระยะเวลานานเท่าใด ทางด้านผู้ป่วยก็ได้แจ้งกลับมาว่า ทางตนเองได้รับคำแนะนำมาว่าควรจะต้องมีการฉีดอินซูลินให้ได้ครั้งละปริมาณ 8 ยูนิต ฉีดก่อนที่จะรับประทานอาหารเป็นระยะเวลา 30 นาทีทุกเช้าเย็นแต่ในการปฏิบัติจริงเมื่อมีการฉีดอินซูลินเข้าไปครั้งใดไม่ทันที่จะถอนตัวเข็มออกจากร่างกายก็มีอาการแย่เกิดขึ้นทันทีจนแทบจะทนไม่ไหวเป็นประจำ เมื่อลองตรวจสอบก็พบว่ามีการดูดอินซูลินในปริมาณที่มากกว่าที่กำหนดจึงได้สอบถามว่าทำไมถึงดูดเกินกำหนด ผู้ป่วยจึงตอบมาว่าก็ไม่เห็นว่าที่ส่วนของตัวหลอดจะมีแจ้งเลข 8 เลยที่เห็นก็มีเพียงแค่ 80 เท่านั้นไม่ถูกหรืออย่างไร?

สล็อตออนไลน์

กรณีที่ 5 การดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องหรือไม่
สำหรับเคสผู้ป่วยกรณี “ เป็นการดูแลผู้ป่วยที่ต่อเนื่องใช่หรือไม่? ” รายนี้เป็นเคสผู้ป่วยเพศหญิง อายุ 76 ปีเข้ารับการรักษาตัวและนอนพักอยู่ภายในโรงพยาบาลมาด้วยอาการแขนขาซีกขวานั้นเกิดการอ่อนแรง ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Acute Stoke ผู้ป่วยได้ถูกส่งตัวไปปรึกษาที่คลินิกเบาหวาน ทางด้านของสามีของเคสได้แจ้งว่าทางผู้ป่วยนั้นอยากที่จะขอรักษาตัวที่โรงพยาบาลอย่างนี้จนกว่าที่จะสามารถเดินได้แต่ตอนนี้ทางแพทย์ได้ทำการแจ้งให้กลับไปรักษาตัวที่บ้านต่อนั่นจึงสร้างความกลุ้มใจให้เกิดขึ้นกับพวกเขาในตอนนี้ แล้วอย่างนี้จะต้องทำการดูแลผู้ป่วย ทำการวางแผนการปฏิบัติตัวอย่างไร ทางทีมพยาบาลก็ได้ทำการสอบถามทางด้านสามีของผู้ป่วยว่าอยากจะให้ทางด้านโรงพยาบาลนั้นช่วยเหลือสิ่งใดบ้าง ด้านสามีจึงได้แจ้งกลับมาว่าเขานั้นจะพาทางผู้ป่วยกลับไปบ้านได้เช่นไร ที่บ้านนั้นรถก็ไม่สามารถเข้าถึงได้ จะต้องเดินไปและข้ามสะพานไปอีก 500 เมตร แล้วถ้าเกิดรักษาที่บ้านผู้ป่วยต้องปัสสาวะ อุจาระเขาจะทำเช่นไรจะทำคนเดียวได้อย่างไร แล้วอย่างนี้หากมีการนัดต้องมาตรวจจะทำเช่นไร?

กรณีที่ 6 มีทางเลือกที่ดีกว่าหรือไม่
สำหรับเคสผู้ป่วยกรณีต่อมาเป็นคนสูงอายุ ( 55 ปี ) และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น DM ประเภทที่ 2 เป็น Hypertension เป็น DM Foot ulcer และยังเป็น Ischemic heart disease with Peripheal Arterial Disease ทางผู้ป่วยนั้นได้ทำการร้องขอให้ทางแพทย์ทำเรื่องส่งตัวไปทำส่วนของขาเทียม ทั้งนี้เรื่องนี้ทางแพทย์นั้นได้ทำการแจ้งกับทางผู้ป่วยว่าไม่แนะนำให้ผู้ป่วยทำ เพราะ ผู้ป่วยป่วยด้วยโรคหัวใจอยู่แล้วและหากทำขาเทียม ขาเทียมจะเข้าไปกดที่บริเวณของเนื้อเยื่อจนอาจทำให้เกิดการขาดเลือดได้ และได้เลือกที่จะแนะนำให้เลือกใช้การนั่งรถเข็นแทนจะดีกว่าแต่ทางผู้ป่วยนั้นก็เลือกที่จะต่อรองว่าการที่ได้ใส่ขาเทียมจะเป็นการทำให้เขานั้นสามารถทำกิจกรรมใด ๆ ได้มากยิ่งขึ้น ตอนนี้เขาก็ใช้รถเข็นอยู่แล้ว ทำอะไรก็แสนจะลำบาก การได้มีขาเทียมจะทำให้อะไร ๆ ดีขึ้นได้ ลองส่งเรื่องไปก่อนจะได้หรือไม่แต่หากทางด้านทีมแพทย์ได้ลองทำการปรึกษากันแล้วพบว่าไม่ควรทำก็ไม่เป็นไร!!!

jumboslot

กรณีที่ 7 ซักประวัติครอบครัวแล้วหรือไม่
สำหรับเคสผู้ป่วยกรณีซับซ้อนอีกเคส คือ หญิงสูงอายุ ( 63 ปี ) ได้เข้ามารักษาตัวด้วยการวินิจฉัยเป็น Pneumonia underlying Hypertension ตอนนั้นมาด้วยอาการไข้ ไอ เป็นระยะเวลา 5 วัน ในวันแรกพบว่ามีระดับความดันโลหิตอยู่ที่ 118/64 mmHg ชีพจรอยู่ที่ 96 ครั้งต่อนาที มักจะเกิดอาการกระสับกระส่ายอยู่เป็นระยะ ๆ ไม่ยอมที่จะตอบคำถามใด ๆ จะต้องคอยใช้มือนั้นบีบที่บริเวณขาขวาตลอดเวลา เมื่อลองตรวจที่ขาขวานั้นก็พบว่ามีสีคล้ำมากและ ค่อยข้างที่จะเย็นกว่าอีกข้าง ลองคลำที่ชีพจรบริเวณด้านหลังของเท้านั้นสามารถจับได้แต่ก็เบามาก ดังนั้นจึงได้ลองซักประวัติของผู้ป่วยจากทางน้องสาวเพิ่มเติม พบว่า ผู้ป่วยนั้นมีการบ่นเกิดอาการเมื่อยขาหลังจากที่ไปใช้เครื่องนวดเท้า เครื่องประเภทนี้เป็นเครื่องที่จะต้องวางเท้าลงไปบนเครื่อง เท้าก็จะต้องเกิดการสั่นค่อนข้างแรงและใช้เวลานานเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว และในวันถัดมาทางผู้ป่วยตัดสินใจมาโรงพยาบาลตอนที่มาในครั้งนั้นไม่ได้มีการเล่าอาการปวดเหล่านี้ให้ทางแพทย์ทราบเพราะแพทย์ไม่ได้สอบถาม ที่มาครั้งนี้เพราะเริ่มมีอาการไม่รับประทานอาหาร คลื่นไส้จึงมาอีกรอบนั่นเอง

กรณีที่ 8 เพราะกลัวเข็มนี่เอง
กรณีนี้เป็นหญิงที่มีอายุ 86 ปี มีรูปร่างท้วม ผู้ดูแลเป็นผู้พามาตรวจ ซึ่งจากการสอบถามพบว่าผู้ดูแลเป็นผู้ทำหน้าที่ในการฉีดอินซูลินให้กับผู้ป่วย และจากการซักถามก็พบว่าทำได้ถูกต้องตามขั้นตอน จากนั้นเมื่อผู้ดูแลออกไปจากห้องตรวจแล้ว ทางผู้ป่วยก็เล่าให้กับพยาบาลฟังว่า บางมื้อก็ฉีด บางมือก็ไม่ได้ฉีด บางครั้งเขาฉีดอินซูลินให้ตอนมื้อเช้า แต่มื้อเย็นไม่ได้ฉีด พยายามจึงทำการซักถามจากผู้ดูแลอีกครั้ง ก็ได้ความจากผู้ดูแลว่า ฉีดให้วันละครั้งเท่านั้นแหละ เท่านี้ก็ทำใจอยู่ตั้งนาน กลัวเข็มฉีดยามาก

กรณีที่ 9 เรื่องอื่นไม่เกี่ยว
สำหรับกรณีเคสซับซ้อน ” เป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องจริงหรือ? ” เคสนี้เป็นผู้ป่วยผู้หญิงอายุ 56 ปี เป็นหญิงรูปร่างสูงมาด้วยโรค Underlying Type 2 DM ซึ่งส่งมาจากทาง OPD MED เพื่อที่จะคุมในเรื่องของเบาหวาน เมื่อผุ้ป่วยนั้นเดินทางมาถึงที่คลินิกเบาหวานผู้ป่วยเริ่มเข้าข่ายซึมเศร้า ( ประเมินจาก 2Q แล้วพบว่าได้ค่าเป็น POSITIVE ) ทั้งนี้ทางผู้ป่วยยังได้เล่าอีกว่าตนเองนั้นไม่อยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป มีความรู้สึกกลุ้มใจเป็นอย่างมาก แจ้งกับทางทีม รักษาเสมอว่าตนเองนั้นมักจะมีปัญหาเรื่องของระบบขับถ่ายเป็น 10 ครั้งภายในระยะเวลา 1 ปี แต่ทางผู้รักษาก็ยังคงเฉย ๆกับสิ่งที่บอกไป ให้มาเพียงแค่ยารักษาโรคเบาหวานเท่านั้น มีบางคนที่อาจมองว่าโรคเบาหวานนั้นเป็นเรื่องเดียวที่ควรสนใจในวันนี้เรื่องอื่นไม่ต้องสนใจแต่สำหรับตนเองนั้นมักจะรู้สึกกลุ้มใจในเรื่องระบบขับถ่ายของตนเองเป็นอย่างมาก ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ส่งผลทำให้เขานั้นต้องลาออกจากงานเลยทีเดียว ที่ต้องลาออกเนื่องจาก ตนเองนั้นเกิดความเกรงใจต่อเพื่อนร่วมงาน ตนเองเกิดความรู้สึกไม่ดีกับตนเองราวกับตนเองนั้นไปเอาเปรียบเพื่อนร่วมงานทำให้ทางเจ้านายถึงขั้นแจ้งว่าให้ตนเองนั้นไปรักษาตนเองให้หายแล้วค่อยกลับมาเริ่มงานใหม่อีกรอบจะดีกว่า จากที่ได้ทำการตรวจสอบทางเวชระเบียนก็พบว่าทางผู้ป่วยเคยได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรค IBS มาแล้วเมื่อ 1 ปีก่อนหลังจากที่เคยได้เข้ารับการรักษาในครั้งนั้นเป็นครั้งแรก และก็ไม่เคยที่จะเข้ารับการรักษาส่วนนี้อีกเลย ทางด้านของผู้ป่วยนั้นก็มาตามนัดตรวจทุกครั้งเสมอและทุกครั้งที่มาก็จะได้รับยารักษาโรคเบาหวานเพียงอย่างเดียวเท่านั้นไม่เคยมีครั้งใดขาด ทางด้านพยาบาลจึงได้ทำการส่งตัวผู้ป่วยรายนี้ให้ไปพบกับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้เฉพาะทางเพื่อที่จะเข้ารับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

[NPC5]
ผู้ป่วยแต่ละคนล้วนมีความซับซ้อน ซึ่งก็จะต้องได้รับการดูแลผู้ป่วยและจัดการแบบรายบุคคลจึงจะเหมาะสมที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้แก้ปัญหาของแต่ละคนให้ตรงจุดมากที่สุดนั่นเอง

กรณีที่ 10 พร้อมรับ-ส่งต่อหรือไม่
สำหรับกรณีเคสผู้ป่วยซับซ้อนที่ “ มีการพร้อมรอรับและรอส่งหรือไม่? ” เคสนี้เป็นผู้ป่วยชายที่มีอายุ 72 ปี ถูกส่งมาจากทางด้านคลินิกเวชกรรมมาด้วยลักษณะอาการแขนและขาด้านซ้ายเกิดการอ่อนแรง อาการนี้เป็นมาเป็นระยะเวลานาน 2 วันก่อนมาถึงโรงพยาบาล แรกเริ่มเข้ารับการรักษาที่หอผู้ป่วยจากนั้นก็ถูกส่งต่อมาที่คลีนิกเบาหวาน ทางผู้ป่วยได้เล่าว่าเดิมนั้นตนเคยที่จะรักษาตัวที่โรงพยาบาลในช่วงเวลาหนึ่งแต่ต่อมาทางโรงพยาบาลกลับแจ้งว่าขณะนั้นมีปริมาณคนไข้ที่ค่อนข้างแออัดมากจึงได้ทำการส่งตัวตนเองมาที่คลินิกและหากเกิดมีอาการที่ดูแล้วผิดปกติก็จะให้กลับมาที่โรงพยาบาลใหม่อีกรอบ หลังจากที่ทางผู้ป่วยนั้นรักษาที่ตัวคลินิดแล้วก็ทำการลดนาประเภทยาละลายลิ่มเลือด หยุดทานยามานานถึง 1 ปี แล้วที่เป็นเช่นนี้นั่นเป็นเพราะการหย่ายาไม่ครบใช่หรือไม่?

กรณีที่ 11 ปากกาลืมไส้
ผู้ป่วยอายุ 86 ปี โดยเมื่อ 9 วันก่อนได้มาที่คลินิกเบาหวาน ด้วยภาวะ Hyperglycemia ผล Plasma Glucose 780 mg/dl ได้รับการรักษาด้วย Regular insulin แพทย์สั่งยากลับบ้าน Humulin 70/30 Cartridges 20-0-10 units แต่วันนี้มาในอาการที่ผู้ป่วยอ่อนเพลียมาก ไม่ค่อยมีแรง และได้บอกกับพยาบาลว่าไม่ได้ฉีดอินซูลินเลยเพราะไม่มียาในกล่อง โดยตอนรับยาก็คิดว่ามียาอยู่ในกล่องที่ใส่ปากกาไว้แล้วก็เลยไม่ได้ถาม ซึ่งเมื่อกลับไปถึงบ้านแล้วกลับพบว่าไม่มีหลอดยาอยู่ในปากกา แต่คิดว่าคงไม่เป็นไร เพราะอย่างไรก็รับประทานยาอยู่แล้ว

กรณีที่ 12 แค่ทัพพีเดียว
สำหรับกรณีเคสผู้ป่วย “ ก็แค่ทัพพีเดียว!!! ” เคสนี้เป็นเคสชายไทยที่อายุ 64 ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวานมานานถึง 2 ปี มีผล Fasting Plasma Glucose 81 mg/dl HbA, C มีผล Chelesterol 144 mg/dl, มีผล Triglyceride 299 mg/dl ฯลฯ เมื่อได้ทำการสอบถามเกี่ยวกับประวัติของการทานอาหารนั้นผู้ป่วยนั้นได้ทำการยืนยันว่าตนเองก็ยังคงรับประทานอาหารตามปกติ ทาน 3 มื้อต่อวัน ในแต่ละมื้อก็ทานปริมาณของข้าวทัพพีเดียว ไม่ได้ทานพวกขนมจุกจิกเลย เลือกทานแต่ผลไม้ตามฤดูกาล และยังมีการพยายามที่จะควบคุมอาหารให้เป็นไปตามที่แพทย์และทางพยาบาลได้ให้คำแนะนำอยู่ตลอดเวลา ทางผู้ป่วยบอกว่าทางแพทย์นั้นได้ทำการแนะนำให้ตนเองนั้นทานข้าวในปริมาณที่น้อย ๆ ไว้ รับประทานเพียงแค่ 1 ทัพพีก็เพียงพอแล้ว รับประทานอาหารที่รสชาติไม่จัดเกินไปถ้าจะให้ดีไม่ควรเติมอเครื่องปรุงใด ๆ ลงไปเลย เวลาทานผลไม้ก็ควรทานเพียงแค่ 1-2 ลูก ผู้ป่วยเป็นคนที่อาศัยอยู่วัด ทานเพียง 1 ทัพพีจริงๆ แต่ขนาดทัพพีนี่ใหญ่มาก จากนั้นก็ได้ให้ดูภาพของขนาดทัพพีที่ผู้ป่วยควรทานซึ่งนั่นก็ดูเล็กกว่ามากพอสมควร ทำให้ต่างริ้องอ๋อกันใหญ่และทราบว่าทำไมผู้ป่วยนั้นถึงยังคงมีปริมาณน้ำตาลสะสมที่สูงมากอยู่ดี

About Post Author

macandnellisws

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
Previous post การจัดการกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง
Next post อาหารเสริมผู้ป่วยเบาหวาน