ข้อควรรู้ของการทานยากกับโรคโควิด19

0 0
Read Time:5 Minute, 59 Second

แอสไพริน (aspirin) ชื่อยาที่คุ้นหูกันดีว่าเป็นยาสามัญประจำบ้าน รักษาได้หลายโรคเลยทีเดียว แต่รู้หรือไม่ว่า ยาตัวนี้ถึงแม้จะมีคุณอนันต์ แต่ก็มีโทษมหันต์เช่นกัน ถ้าใช้รักษาโรคผิด ๆ !! งั้นเรามาดู สรรพคุณ วิธีใช้ ผลข้างเคียง และค้นหาคำตอบกันว่าจะรักษาโรคโควิด-19 ได้หรือไม่!? มาติดตามกันเลย!

เครดิตฟรี

แอสไพริน คือยาอะไร?
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย. – FDA Thai) ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับยาแอสไพริน ไว้ดังนี้

แอสไพริน คือสารสังเคราะห์ที่ชื่อว่า อะซีติลซาลิไซลิค (Acetylsalicylic acid) เป็นยาในกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ (non-steroidal antiinflammatory drugs หรือ NSAIDs – เอนเสด) เป็นยาที่มีหลายขนาด ตั้งแต่ 75 – 300 มิลลิกรัม ขึ้นไป แยกขนาดได้ดังนี้

แอสไพริน 75, 81, 300, 325 มิลลิกรัม ชนิดเม็ด
แอสไพริน 81, 300, 325 มิลลิกรัม ชนิดเม็ดเคลือบแตกตัวในลำไส้
โดยตัวยาแอสไพริน มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ Enzyme cyclooxygenase (COX) จึงช่วยในการลดการอักเสบ ลดไข้ ยับยั้งการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด

ทั้งนี้แอสไพริน มีผลระคายเคืองกระเพาะอาหาร จึงควรรับประทานหลังอาหารทันที

แอสไพริน มีสรรพคุณอะไรบ้าง?

  1. ใช้เพื่อลดไข้
  2. ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดต่าง ๆ
  3. ใช้เพื่อลดการอักเสบของข้อ
  4. โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
  5. ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ
  6. รักษาโรคคาวาซากิ
  7. ป้องกันภาวะสมองขาดเลือด
  8. ใช้รักษาโรคข้อรูมาตอยด์
  9. ใช้รักษาโรคเอสแอลอี หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง
  10. ใช้ระงับอาการปวดข้ออักเสบรูมาตอยด์ในเด็ก

สล็อต

  • ปัจจุบันแทบไม่มีใครใช้ยาแอสไพรินในการแก้ปวด ลดไข้ เพราะ มีผลข้างเคียงสูง
    ** ยาแก้ปวด ลดไข้ ที่ดีที่สุด คือ กลุ่มยาที่มีส่วนผสมของ พาราเซตามอล

ข้อควรรู้ ! ยากลุ่มเอนเสด กับโรคโควิด-19
ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข โดย รองศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรหญิง นงลักษณ์ สุขวาณิชย์ศิลป์

ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 นี้ มีความกังวลว่าการใช้ไอบูโพรเฟน (หรือยาอื่นในกลุ่มเอ็นเสด รวมถึง แอสไพริน) อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโควิด-19 และทำให้ผู้ที่เป็นโรคอยู่แล้วมีอาการรุนแรงขึ้น จึงมีหลายหน่วยงานเร่งทำการศึกษาโดยการค้นคว้าข้อมูลทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง

และสรุปว่าจากข้อมูลทางวิชาการที่ตีพิมพ์แล้วขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานที่จะสนับสนุนว่าการใช้ไอบูโพรเฟน หรือยาอื่นในกลุ่มเอ็นเสด จะเกี่ยวข้องกับการเกิดโควิด-19 หรือทำให้ผู้ที่เป็นโรคอยู่แล้วมีอาการรุนแรงขึ้น

ยาแก้อักเสบ, ยาแก้ปวดข้อ, หรือ ยาบรรเทาอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (non-steroidal antiinflammatory drugs หรือ NSAIDs – เอนเสด) ได้แก่ แอสไพริน (Aspirin), ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), ไดโคลฟีแน็ก (Diclofenac) นาพร็อกเซน (naproxen), ไพร็อกซิแคม (piroxicam), เมล็อกซิแคม (meloxicam), เซเลค็อกสิบ (celecoxib), เอทอริค็อกสิบ (etoricoxib)

ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างพรอสตาแกลนดิน (prostaglandins) ที่ทำให้เกิดอาการปวด อาการอักเสบ และไข้ พรอสตาแกลนดิน (prostaglandins) ยังมีบทบาทอื่นอีกหลายอย่างในร่างกายรวมถึงเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

อย่างไรก็ตามผลต่อไวรัสยังไม่ชัดเจน มีทั้งเพิ่มและลดจำนวนไวรัสซึ่งอาจขึ้นกับชนิดของไวรัส การใช้ยาในกลุ่มเอ็นเสดจึงอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งเหล่านี้ด้วย

สล็อตออนไลน์

ทั้งนี้ ยาในกลุ่มเอ็นเสดมีผลไม่พึงประสงค์หลายอย่าง เช่น

เกิดแผลในกระเพาะอาหาร
รบกวนการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด
เกิดผลเสียต่อไต
ทำให้เกิดภาวะบวมน้ำ
เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว
ยาบางชนิดเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และภาวะสมองขาดเลือด
ข้อควรคำนึงเกี่ยวกับการใช้ยาในกลุ่มเอ็นเสด กับผู้ป่วยโควิด-19

  1. แม้ไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่จะสนับสนุนว่าการใช้ยาในกลุ่มเอ็นเสดเพิ่มความเสี่ยงต่อโควิค-19 หรือทำให้โควิด-19 เป็นรุนแรงขึ้น แต่ยาในกลุ่มเอ็นเสดมีผลไม่พึงประสงค์หลายอย่าง ดังนั้น ในกรณีที่ใช้ลดไข้ และบรรเทาอาการปวดศีรษะ อาจพิจารณาเลือกใช้ยาพาราเซตามอล (เว้นแต่จะมีข้อห้ามใช้)
  2. การใช้ยาในกลุ่มเอ็นเสดอาจเกิดผลไม่พึงประสงค์ต่อระบบหัวใจ และการไหลเวียนเลือด เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะสมองขาดเลือด ซึ่งผู้ป่วยโควิด-19 มีอาการแทรกซ้อนเหล่านี้อยู่แล้ว จึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่ออันตรายจากผลไม่พึงประสงค์ดังกล่าว
  3. ยาในกลุ่มเอ็นเสดมีฤทธิ์ลดการอักเสบ และลดไข้ จึงอาจบดบังอาการของโควิด-19 จนแพทย์วินิจฉัยไม่พบ แต่การติดเชื้อยังคงดำเนินต่อไปซึ่งอาจเป็นอันตรายมากขึ้น
  4. การใช้ยาในกลุ่มเอ็นเสดเพื่อการรักษาโรคเรื้อรังซึ่งเดิมผู้ป่วยโควิค-19 ใช้อยู่แล้ว ยังคงใช้ต่อไปได้ รวมถึงการใช้แอสไพรินขนาดต่ำ เพื่อเป็นยาต้านเกล็ดเลือด หากต้องมีการปรับเปลี่ยนยาควรปรึกษาแพทย์ผู้ให้การรักษาโรคเดิมที่เป็นอยู่

jumboslot

ถ้าสงสัยว่าป่วยเป็นโควิด-19 ไม่ควรหาซื้อยากินเอง ควรเข้าพบแพทย์ทันที เพื่อรับการวินิจฉัย และรับการรักษาอย่างทันท่วงทีเป็นไข้หวัด ควรเลือกใช้ยาพาราเซตามอล แทนแอสไพริน
ในปัจจุบันนี้ แพทย์จะไม่เลือกใช้ยาแอสไพรินกับอาการไข้หวัด เพราะ แพทย์ไม่แน่ใจว่าผู้ป่วยจะเป็นโรคไข้เลือดออก หรือโรคติดเชื้อไวรัสอื่น ๆ หรือไม่ และเพื่อความปลอดภัย แพทย์จึงหันมาใช้ “พาราเซตามอล” แทน รวมทั้งในการบรรเทาอาการปวดต่าง ๆ ก็นิยมใช้ พาราเซตามอล แทนแอสไพริน เช่นเดียวกัน

รู้หรือไม่? ยาพาราเซตามอล (paracetamol) มีประสิทธิภาพในการลดไข้ที่ใกล้เคียงกับแอสไพริน แต่มีความปลอดภัยกว่า

เป็นไข้เลือดออก ห้ามกินยาแอสไพรินเด็ดขาด!
พญ.วันทนีย์ วัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กล่าวว่า

“สำนักอนามัยฝากเตือนถึงประชาชนที่มีอาการไข้ขึ้นสูงต่อเนื่อง และไข้ยังไม่ลดภายใน 2-3 วัน และไม่แน่ใจว่าติดเชื้อไข้เลือดออกหรือไม่ ห้ามรับประทานยาแอสไพรินโดยเด็ดขาด

เนื่องจากยาชนิดนี้เป็นยาที่จะไปทำปฏิกิริยาต้านการทำงานของเกล็ดเลือด ทำให้เกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งผู้ที่ติดเชื้อไข้เลือดออกจะมีอาการเกล็ดเลือดที่ต่ำอยู่ก่อนแล้ว เมื่อรับประทานยาแอสไพรินเข้าไปอีก อาจทำให้เกิดอาการช็อก และนำมาซึ่งการเสียชีวิตอย่างฉับพลันได้”

ข้อบ่งใช้ และขนาดยาแอสไพริน
การใช้ยาแอสไพรินมี 2 ข้อบ่งใช้ คือ

slot

  1. ใช้ตามอาการเพื่อบรรเทาอาการอักเสบ และลดไข้

การใช้ยาแอสไพรินที่ขนาด 325 – 650 มิลลิกรัม เพื่อบรรเทาอาการปวด อักเสบ และลดไข้ และอาจใช้ที่ 600-650 มิลลิกรัม หากมีอาการปวดปานกลางถึงรุนแรง ส่วนขนาด 500-1000 มิลลิกรัม ใช้เพื่อลดไข้ รับประทานทุก 4-6 ชั่วโมง

ข้อพึงระวัง! ควรปรึกษาแพทย์ และเภสัชกรก่อนใช้ยา (โดยเฉพาะในเด็ก หรือวัยรุ่นที่มีการติดเชื้อไวรัส) และผู้ป่วยควรรับประทานยาทั้งเม็ดหลังอาหารทันที เพื่อลดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร โดยใช้ตามอาการที่เป็น หรือตามคำแนะนำของแพทย์ – เภสัชกร และหยุดใช้ยาเมื่ออาการหมดไป

  1. ใช้เพื่อต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด

การใช้ยาแอสไพรินเพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดอุดตัน ทั้งหลอดเลือดสมอง และหลอดเลือดหัวใจ หากผู้ป่วยไม่เคยได้รับยาแอสไพรินมาก่อน ในวันแรกที่มีอาการแพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยเคี้ยวยาแอสไพรินขนาด 300-325 มิลลิกรัม เพื่อให้ระดับยาในเลือดมากพอ และเกิดการยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันการเกิดการอุดตันหลอดเลือดซ้ำอีก

จากนั้นจะลดขนาดยาลงเป็นแอสไพรินขนาดต่ำ คือ 81 มิลลิกรัม และรับประทานตามปกติ (หลังอาหารทันที และกลืนยาทั้งเม็ด) โดยผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาแอสไพรินขนาดต่ำต่อเนื่องไปตลอดเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำของภาวะหลอดเลือดอุดตัน

About Post Author

macandnellisws

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
Previous post ข้อควรรู้เกี่ยวกับโควิด19
Next post วิธีแก้อาการง่วงนอนตอนบ่าย