ความแตกต่างระหว่างกรดโฟลิกกับโฟเลต

0 0
Read Time:4 Minute, 36 Second

กรดโฟลิกสำหรับคนท้อง เป็นสารอาหาร วิตามินที่คุณแม่ที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์ ต้องทำความรู้จักไว้ให้ดี เพราะนี่คือวิตามินสำคัญที่ต้องเสริมอย่าให้ขาดตลอดช่วงระยะเวลาตั้งครรภ์ แต่คุณแม่อาจจะสับสนว่า กรดโฟลิก กับ โฟเลต คือ วิตามินชนิดเดียวกันไหม? ทำไมคนท้องต้องกิน มาดูคำตอบไปพร้อม ๆ กันเลย

เครดิตฟรี

กรดโฟลิก (folic acid) กับ โฟเลต (folate) ต่างกันไหม?
กรดโฟลิก (folic acid) และโฟเลต (Folate) เป็นวิตามินตัวเดียวกัน นั่นคือ วิตามินบี 9 ที่สามารถละลายน้ำได้ แต่ที่เแตกต่างกัน คือ “กรดโฟลิก” เป็นชื่อเรียกของวิตามินบี 9 ที่ได้มาจากการสังเคราะห์ขึ้น ส่วน “โฟเลต” เป็นชื่อเรียกของวิตามินบี 9 ที่ได้รับจากอาหารตามธรรมชาติ

กรดโฟลิก (Folic Acid) คือรูปแบบของวิตามินที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมา

โฟเลต (Folate) เป็นชื่อสามัญสำหรับกลุ่มของสารเคมีที่มีโครงสร้างพื้นฐานมาจากกรดโฟลิก แต่โฟเลตเกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีอยู่ในอาหารต่าง ๆ ได้แก่ เนื้อสัตว์ ผักใบเขียว ยอดผัก ผลไม้ ถั่วและธัญพืช

ทำไมคนท้องต้องกินโฟเลต
ปกติร่างกายมีความต้องการโฟเลตวันละ 200-400 ไมโครกรัม สำหรับคนท้อง หญิงตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร จะต้องการโฟเลตเพิ่มขึ้นสองเท่า

หากแม่ตั้งครรภ์ ได้รับโฟเลตต่ำกว่ามาตรฐาน สารดีเอ็นเอก็จะไม่เพียงพอต่อการสร้างเซลล์เนื้อเยื่ออวัยวะต่าง ๆ ของทารกได้ครบถ้วนสมบูรณ์ เด็กที่เกิดมาก็จะเสี่ยงต่อความพิการ

การขาด กรดโฟลิกสำหรับคนท้อง โดยเฉพาะในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์จะเพิ่มความเสี่ยงในการเจริญเติบโตผิดปกติโดยเฉพาะของระบบประสาทของทารก และความผิดปกติอื่น ๆ ดังนี้

สล็อต

โรคหลอดประสาทไม่ปิด
ปากแหว่งเพดานโหว่
ภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิด
แขนขาพิการ

กลุ่มอาการดาวน์
5 โรคพิการแต่กำเนิด ถ้าแม่ขาดกรดโฟลิก

  1. โรคหลอดประสาทไม่ปิด คือภาวะสมองสร้างไม่สมบูรณ์ ร้อยละ 90 ของทารกมีชีวิตเกิน 1 ปี เพราะได้รับการผ่าตัดแก้ไข และร้อยละ 75 มีชีวิตจนเป็นผู้ใหญ่แต่จะพิการขาทั้งสองข้าง ระบบทางเดินปัสสาวะ และอุจจาระทำงานบกพร่อง และยังมีความพิการทางสมองอีกด้วย
  2. โรคปากแหว่งเพดานโหว่ เป็นความพิการของส่วนศีรษะ และใบหน้า ทารกจะมีปัญหาการดูดกลืนอาหาร เจริญเติบโตช้า ระบบทางเดินหายใจ และปัญหาด้านการสื่อสาร หน้าตา และการพูดไม่ปกติ
  3. หัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นภาวะที่มีความผิดปกติของหัวใจ และหลอดเลือดที่เกิดขึ้นตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โดยเฉพาะใน 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นนี้ทำให้มีเลือดดำปนอยู่ในเลือดแดงที่ไปเลี้ยงร่างกาย

สล็อตออนไลน์

4.แขนขาพิการ เกิดจากความผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์ใน 3 เดือนแรก แม่ไม่ได้วิตามินโฟลิก หรือกินอาหารที่มีโฟเลต จึงเกิดความผิดพลาดขึ้นตอนที่มีการปฏิสนธิ แขนขาทารกอาจได้รับการพัฒนาปกติ แต่มือ และเท้าขาดหายไป หรือกระดูกเชิงกรานขาดไป เป็นต้น

  1. กลุ่มอาการดาวน์ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม เด็กจะมีลักษณะของตาที่เฉียงขึ้นบน ดั้งจมูกแบน ตาห่าง มือเท้าสั้น กล้ามเนื้อที่อ่อนแรง และมักจะมีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดร่วมด้วย และมีพัฒนาการทางสมองล่าช้า

กรดโฟลิกสำหรับคนท้อง ควรเสริมตอนไหน ?
ต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ควรรับประทานโฟเลต หรือ กรดโฟลิก อย่างน้อย 6 สัปดาห์ก่อนตั้งครรภ์ และสามารถรับประทานได้ต่อเนื่องขณะตั้งครรภ์ เพราะร่างกายคนท้องต้องการกรดโฟลิกมากขึ้น ช่วงหลังคลอด เมื่อให้นมบุตรก็ยังควรเสริมกรดโฟลิกต่อด้วยเช่นกัน

กรดโฟลิกสำหรับคนท้อง หรือ โฟเลต หาได้จากไหน ?
สิ่งสำคัญคือควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนรับประทานยาทุกชนิด

jumboslot

อาหารที่มีโฟเลตสูง เช่น ไข่แดง ตับ ผักใบเขียวเข้ม คะน้า แครอท แคนตาลูป ฟักทอง ถั่ว ผักบุ้ง ตำลึง ฯลฯ แต่ถึงแม้จะรับประทานอาหารที่มีโฟเลตสูง แต่อาหารที่ผ่านความร้อนมักจะสูญเสียโฟเลต ทำให้เมื่อตั้งครรภ์ได้รับโฟเลตไม่เพียงพอ

วิตามินโฟลิก เป็นวิตามินแบบเม็ดที่มีกรดโฟลิกอย่างเดียว ควรรับประทานก่อนตั้งครรภ์ และกินหลังจากตั้งครรภ์ต่อเนื่อง

วิตามินรวมสำหรับคนท้อง หรือ วิตามินเสริมซึ่งมักจะมีวิตามินหลายชนิดสำหรับคนท้อง เช่น กรดโฟลิกไอโอดีน ธาตุเหล็ก และวิตามินจำเป็นอื่น ๆ ควรรับประทานเมื่อเตรียมตั้งครรภ์ ไปจนถึงหลังคลอด และให้นมบุตร

คนทั่วไปต้องการกรดโฟลิกประมาณ 400 ไมโครกรัมต่อวัน แต่สำหรับคนท้อง ร่างกายจะมีความต้องการกรดโฟลิกอยู่ที่ประมาณ 800 ไมโครกรัมต่อวัน แต่ไม่ควรรับประทานกรดโฟลิกเกิน 1,000 ไมโครกรัมต่อวัน

ดังนั้นหากวางแผนตั้งครรภ์ ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และ ต้องไม่ลืมเสริมวิตามินที่สำคัญสำหรับคนท้องด้วย เพื่อลูกน้อยเติบโตอย่างสมบูรณ์แข็งแรง

slot

อาการแสดงของเด็กดาวน์ซินโดรม แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ความผิดปกติทางด้านร่างกาย และ. ความผิดปกติทางด้านสติปัญญา

ความผิดปกติทางด้านร่างกาย

มีโครงสร้างทางใบหน้าที่แปลกกว่าคนปกติทั่วไป เช่น ศีรษะ ใบหน้า และหูเล็กกว่าคนทั่วไป
ตาเรียว หางตาเฉียงขึ้น
ปากเล็ก ลิ้นมักจะจุกอยู่ที่ปาก พูดช้า ติด ๆ ขัด ๆ
คอ แขน ขา นิ้วมือ และเท้า สั้นกว่าคนทั่วไป (และมีลายฝ่ามือตัดขวาง)
นิ้วโป้ง และนิ้วชี้เท้าห่าง
มีพัฒนาการทางร่างกาย หรือ ส่วนสูง ช้ากว่าคนในวัยเดียวกัน
ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ได้ไม่ค่อยดีนัก (ตัวอ่อนปวกเปียก ข้อต่อหลวม)
เด็กหลายคนมักมีความผิดปกติอื่น ๆ เช่น หัวใจพิการแต่กำเนิด หรือลำไส้อุดตัน เป็นต้น

About Post Author

macandnellisws

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
Previous post อาการไอแล้วอ้วกของลูก
Next post แนะนำอาหารช่วยลูกถ่ายง่าย